อ่านรายละเอียดโปรแกรมได้ที่ http://goo.gl/UvaBil
nuffnang
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
โปรแกรม oCam ใช้สำหรับบันทึกวีดีโอหน้าจอ (Video capture)
อ่านรายละเอียดโปรแกรมได้ที่ http://goo.gl/UvaBil
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558
"กินกบตัวนั้นซะ!" ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเนื้อหา 2 บท กับแนวคิด 21 วิธีหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง และทำงานให้ได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนและวิธีคิดของแจ็คหม่าที่นําเสนอในหนังสือเล่มนี้จะทําให้เรารู้ว่าแจ็ค หม่าประสบความสําเร็จยิ่งใหญ่ขึ้นมาในวันนี้ได้ก็เพราะอะไร
รายละเอียดเพิ่มเติม http://goo.gl/tbjfSq
แนะนำหนังสือ "เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ"
ในหนังสือ เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ เล่มนี้ มิเนอร์วินีเปิดเผยวิธีการทางตลาดหุ้นที่เรียกว่า SEPA ซึ่งเขาได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายทางการค้าไว้แล้ว SEPA เป็นวิธีการที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าปกติที่ทำได้ในทุกตลาด ด้วยการผสมผสานการบริหารความเสี่ยงที่มีความรอบคอบ การวิเคราะห์ตัวเอง และความพยายามมุ่งมั่นเอาไว้ด้วยกัน เขาได้อธิบายไว้อย่างละเอียดว่า จะเลือกจุดขาเข้าที่แม่นยำและรักษาเงินต้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ 3 หลักอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาด หรือคุณเป็นมือโปรที่ช่ำชองแล้วก็ตาม มิเนอร์วินีจะแสดงให้เห็นว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลกำไรขั้นเทพ! คุณจะได้ความรู้อันมีค่าจากบทเรียน ความเป็นจริงของการเทรด และกลยุทธ์เฉพาะตัวที่เขาได้นำมาบอกเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดนี้มาจากประสบการณ์ตลอด 30 ปีในฐานะนักเทรดหุ้นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
รายละเอียดหนังสืออ่านได้ที่นี่ http://goo.gl/7iIjb7
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ทฤษฎีน้ำในแก้ว
"น้ำเต็มแก้ว"เป็นแก้วที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ยึดติดกับเรื่องเดิม ๆ ไม่ยอมเปิดใจ เป็นคนที่พัฒนาได้ยาก แต่มีความมั่นคง
"น้ำครึ่งแก้ว"
เป็นแก้วที่พร้อมที่จะเติมทุก ๆ สิ่ง ยอมรับสิ่งใหม่ เป็นแก้วที่มองหาสิ่งใหม่ให้กับชีวิตเสมอ ยอมรับในการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะโยกย้ายน้ำที่มีอยู่ในแก้วไปเติมให้กับแก้วใบอื่นอยู่เสมอ
"แก้วเปล่า"
แก้ว ที่ไม่เคยรับสิ่งใดเข้ามาเลย ปล่อยให้แก้วขาดน้ำเหมือนกับคนบางคนที่ปล่อยให้ตัวเองเศร้ายึดติดไม่ยอมมอง หาสิ่งใหม่ ๆ ถ้าลองเทน้ำลงไปสิมีชีวิตชีวา สดใสขึ้นมาทันที
"แก้วร้าว"
คงไม่มีใครที่อยากเป็นแก้วร้าวหรอกใช่ไหม เพราะมีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วยังทำให้คนรอบข้างปวดร้าวไปด้วย ถ้าเผลอกำแน่นเกินไป แก้วอาจแตกได้อยากจะเป็นแก้วแบบไหนลองเลือกกันเอาเองนะ
พระราชดำรัสของในหลวงบอกว่า
"จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด"
วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555
เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง
แม้ว่าคุณค่านั้นจะเล็กน้อยนักในสายตาใคร หรือสังคมไม่ค่อยเห็นว่ามีคุณค่า
แต่จะมีสักกี่คนที่ค้นหาจนเจอคุณค่าในตัวเอง
แล้วให้คุณค่านั้นเป็นสิ่งนำทางชีวิตตนเองต่อไป
และจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสถ่ายทอดคุณค่าเหล่านั้นออกมา
เพื่อกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น ให้เริ่มค้นหาคุณค่าในตัวเองได้ด้วย
การค้นหาและตระหนักถึงคุณค่าของตนเองเกี่ยวข้องกับการมองความเป็นจริงของชีวิต
ผู้ที่มองว่าชีวิตไร้คุณค่า
ก็จะพร่ำบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ตนเองไม่ได้มีความน่าสนใจอะไร
คิดเพียงว่าตนเองก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ
เชื่อว่าตัวเองไม่มีความคิดอะไรที่จะบอกกล่าว
ไม่ต้องถึงขั้นลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลก
แค่เชื่อว่าสักวันหนึ่งตัวเองต้องหมดอายุขัยและดับสลายไป
ให้ซึ้งในความจริงข้อนี้ก็ยังถือว่ายากเย็น
ส่วนผู้ที่มองว่าชีวิตมีคุณค่า ชีวิตก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำล้วนมีคุณค่าในตัวมันเอง
เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ นั้นแยกไม่ออกกับสิ่งที่ตัวเองเป็น
เพราะทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกันอันเกิดมาจากการค้นพบตัวเองและถ่ายเทออกมา
บางกรณี 'แสงสว่าง' เป็นเพียงสิ่งลวงตา
เพราะแสงสว่างที่เห็นอาจเป็นเพียงแสงไฟภายนอกที่ส่องมากระทบเท่านั้น
ไม่ใช่แสงสว่างจากภายใน
เปรียบได้กับความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองกับการหลงในคุณค่าที่คนอื่นมองต่อตัวเอง
เป็นคู่ตรงข้ามของความเชื่อมั่นในตัวเองกับการหลงตัวเอง
ความเชื่อมั่นในตัวเองต่างกับการหลงตัวเองว่ามีของดี
เพราะการหลงตัวเองเหมือนกับการที่ดวงไฟทุกดวงส่องมาที่ตัวเอง
ทำให้ตัวเองดูสว่าง
ทุกสายตาจับจ้องมองเป็นตาเดียว แล้วหลงเชื่อใจว่าตัวเองมีแสงสว่าง
นั่นเป็นแสงสว่างจากภายนอก
ดูเหมือนตัวเองจะมีแสงสว่างแต่เป็นแสงสว่างจากภายนอก
ไม่ใช่แสงสว่างที่เกิดขึ้นจากภายใน
ดังนั้นชีวิตจึงต้องผูกเกี่ยวกับแสงสว่างภายนอกมากจนเชื่อว่านั่นคือแสงสว่างของตัวเอง
ตราบจนเมื่อใดแสงไฟจากภายในปิดลง ก็จะไม่อาจมองเห็นตัวเอง
ตรงข้ามกับความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นการสุกสว่างจากภายใน
และเปล่งแสงออกมาจากข้างในตัวตน
นั่นหมายความว่าคนๆนั้นต้องผ่านกระบวนการค้นหาตัวเองจนพบว่าตัวเองคือใคร
ทำอะไร เพื่ออะไร และมีคุณค่าอะไร
เมื่อค้นพบคุณค่าในตัวเองและคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว
การบอกต่อและเล่าถึงคุณค่าของตัวเองสิ่งที่ตัวเองทำ
นั่นเปรียบเสมือนการขยายคุณค่าของชีวิตตัวเองให้แผ่ไปยังผู้อื่น
หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
เราจะเริ่มค้นหาคุณค่าของชีวิตตัวเอง ตั้งคำถามกับชีวิต
เพื่อตอบตัวเองว่าคุณค่าของตัวเองคืออะไร
สิ่งที่ตัวเองทำมีคุณค่าอะไรต่อชีวิต ต่อคนรอบข้าง ต่อสังคม
หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
กำลังใจ ความสุขและความเชื่อมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
ย่อมเกิดขึ้นได้จากภายในตัวเอง
โดยไม่ต้องหวังพึ่งในวัตถุใดหรือใครมาเสกหรือส่งความสุขให้แก่เรา
หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
เราจะมองเห็นคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต
เราจะรู้ว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีเช่นกัน
เราจะได้มีโอกาสนำคุณค่าของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกัน
เพื่อก่อให้เกิดดวงตาแห่งความเอื้ออาทร
หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง'
เราจะได้พบความจริงของชีวิตเข้าสักวัน
หากสมมติว่าเราเป็นดั่งหิ่งห้อยตัวหนึ่ง
เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง
ลองจินตนาการว่าถ้าเราเป็นหิ่งห้อยจริงๆ
เมื่อเรามองโลกจากห้วงอวกาศเข้ามา
เราจะเห็นโลกใบนี้สว่างไสวไปด้วยแสงเล็กๆ จากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์
ถึงแม้จะริบหรี่ ๆ อยู่กันกระจัดกระจาย แต่ก็แลดูสวยงาม
เพราะเป็นแสงสว่างของชีวิตที่แต่ละคนช่วยกันเปล่งแสงออกมา
ที่มา : lovestoryclub.com
วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555
15 วิธีเอาชนะความขี้เกียจ
คำตัน ของคุณตัน
อย่าท้อถอยและยอมแพ้
วันนี้รู้สึกเหนื่อยและท้อมากมาย เลยต้องจัดยาให้ตัวเองขนานใหญ่ โดยหานิทานสอนใจมาอ่าน
เพื่อเป็นยันต์กันท้อนะคะ เลยอยากแบ่งปันเพื่อนๆ ที่กำลังท้อนะคะ
ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ 1 ตัวซึ่งแก่มากแล้ว
วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก
ด้วยความโง่เขลาของมัน ดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง
มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา
ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว
อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจ
และรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจ
ที่เจ้าลาเงียบไป หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก
สองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า
ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง
แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายาม
เร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจ ที่เจ้าลาสามารถหลุดพ้นจากปากบ่อได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาจงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น
วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555
อุปสรรค กับ ความพยายาม
คงไม่มีใครไม่เคยประสบ “ปัญหา” ของชีวิต แต่การจัดการปัญหาของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกัน บางคนยิ้มรับ บางคนลุกขึ้นสู้ และบางคนอาจมองเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่เข้ามาท้าทาย รอให้เราก้าวข้ามไปเท่านั้น
แต่ถ้าใครสับสน หาทางออกของปัญหาไม่เจอ ในหนังสือ “Peaks & Valleys ยอดเขาแห่งความสุข หุบเขาแห่งอุปสรรค” ซึ่งเป็นผลงานเล่มล่าสุดของนักเขียนผู้โด่งดังระดับโลก นพ. สเปนเซอร์ จอห์นสัน หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป (Who Moved My Cheese?)” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนต่างวัย ต่างสาขาอาชีพจากทั่วทุกมุมโลก และขายได้ทั่วโลกกว่า 24 ล้านเล่ม ขอกลับมาสร้างแรงบันดาลใจในชีวิต ให้ก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคอีกครั้ง
Peaks & Valleys เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาอย่างไม่ค่อยมีความสุขนัก จนกระทั่ง ได้พบกับชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บนยอดเขา การพบกันครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงการทำงานและชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ผู้เขียนใช้วิธีอุปมาอุปไมย “ชีวิตที่มีสุขและทุกข์” กับ “ลักษณะของยอดเขาและหุบเขา” เหมือนกับชีวิตคนเราที่มีทั้งช่วงดีและร้าย โดยเปรียบยอดเขากับชีวิตยามรุ่งโรจน์ที่สุด และเปรียบหุบเขากับชีวิตที่ตกต่ำ หดหู่ เศร้าหมอง หรือประสบปัญหา หนังสือจะคอยแนะแนวทางการใช้ชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยสร้างความสงบและการประสบความสำเร็จ
การขึ้นสู่ยอดเขา หมายถึง การได้ในสิ่งที่ปรารถนา และ การออกจากหุบเขา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นสู่ยอดเขาลูกใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้ง นอกจากหนังสือจะสอนให้เราใช้ความพยายามเพื่อพิชิตเป้าหมาย รางวัล และความฝันให้สำเร็จ ยังแนะแนวทางการยืดหยัดอยู่บนยอดเขาให้นานกว่าเดิม ตลอดจนเรื่องราวอื่นๆ ที่แฝงด้วยแง่คิดอีกมากมาย
เนื้อหาแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางปรัชญาและคติสอนใจที่ลึกซึ้ง ให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับทุกเรื่องราวและทุกสถานการณ์ของชีวิต ดังที่ผู้เขียนได้บอกกับเราผ่านหนังสือเล่มเล็กนี้ว่า ทุกชีวิตมีจังหวะขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือน “ยอดเขา” และจังหวะลง อันเปรียบได้กับ “หุบเขา” อยู่ที่ว่าเราจะจัดการให้ชีวิตสามารถยืนอยู่บนยอดเขาแห่งความสุขได้นานๆ และไม่ตกอยู่ในหุบเขาแห่งอุปสรรคนานจนเกินไปได้อย่างไร
เชื่อได้เลยว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ นอกจากจะได้รับพลังทางบวก เพื่อดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขแล้ว ยังจะได้เปลี่ยนวิธีคิดให้เผชิญหน้ากับอุปสรรค และยิ้มรับความสุขได้สมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย
หนังสือ Peaks & Valleys ยอดเขาแห่งความสุข หุบเขาแห่งอุปสรรค ฉบับภาษาไทย แปลโดย พิทยา สิทธิอำนวย วางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000142715
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว Vital Star
- ต้านมะเร็ง อัมพฤกษ์-อัมพาต
- โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต
- มีบุตรยาก เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มดลูกแข็งแรง-กระชับ
- คอเลสเตอรอล เส้นเลือดตีบ
- อัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม
- พาร์กินสัน ธาลัสซีเมีย
- ฟื้นฟูสุขภาพ ชะลอความชรา
- บำรุงสมอง บำรุงร่างกาย
- ลดน้ำหนัก ได้ 10-15 กก. ภายใน 3 เดือน ทำให้คุณมีรูปร่างเพรียวสมส่วน
- ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
- ลดอาการปวดหลัง
- ลดระดับ LDL คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
- เพิ่มระดับ HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ความดันโลหิตลดลง และลดระดับน้ำตาลในเลือด
- บำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและความจำ
- ช่วยให้ผิวหนังสดใส
- ช่วยอาการผิดปกติของชาย, หญิง วัยเจริญพันธุ์ และวัยทอง
- ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่าง ๆ และป้องกันการเกิดมะเร็ง
- ลบเลือนริ้วรอยด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้า และ กระ
- ลดภาวะท้องผูก ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ช่วยให้นอนหลับสบาย
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น
• กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ
• กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย
• กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
• กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ33%
• กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
• กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมากมหัศจรรย์จากธรรมชาติ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจากผลการศึกษาวิจัยและการประกาศรับรองจากสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงเลยนะคะ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆให้แก่ผู้ที่เรารัก เช่น คุณพ่อ, คุณแม่ หรือแม้แต่ตัวเราเองค่ะ เพราะเป็นน้ำมันที่อุดมด้วยประโยชน์มากมาย ประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ ดังนี้
1.สาร Gamma Oryzanol ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต โดยลดปริมาณคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในตับและเลือดเป็นผลให้ความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดลดลง รวมทั้งช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง หัวใจ ไต และต่อมลูกหมาก มีผลป้องกันไม่ให้อ้วนขึ้น
2. กลุ่มโทคอล ซึ่งอยู่ในรูปของ โทโคเฟอรอล และโทโคไทรนีนอล ซึ่งอยู่ในวิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น เช่น เซลล์ผิว เซลล์เม็ดเลือดและเซลล์สมองในร่างกายมนุษย์ให้แข็งแรงขึ้นและชลอความชราก่อนวัย โดยเป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน
3.Phospholipid กรุ๊ป ซึ่งประกอบด้วยสารเลซิติน Lyssolecithin Cephalin ซึ่งช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆของประสาทและระบบสมองให้มีความจำดีขึ้น
4.Essential Fatty Acid ซึ่งประกอบด้วยโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยฟื้นฟูเซลลืสมองได้ดีขึ้น ส่วนโอเมก้า 3 เป็นสารสำคัญที่ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงขึ้น โดยไปช่วยสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังให้ผิวหนังแข็งแรงและสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นโดยธรรมชาติ
5. Ceramide (เซราไมด์) จะทำให้ผิวพรรณสวยงามเปล่งปลั่งเช่นกัน ซึ่งปกติจะพบมากในเด็กและจะเห็นว่าผิวพรรณดี อย่างไรก็ตามเมื่อโตขึ้นสารนี้จะเริ่มน้อยลง แต่จะมีมากในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมาทดแทน
6.อยู่ในรูปแบบวิตามิน B-Complex ซึ่งประกอบด้วยสารเมลาโทนิน ที่ช่วยในการนอนหลับได้เป็นอย่างดี และแคลเซียมก็ช่วยซ่อมแซมเซลลืที่สำคัญๆได้อย่างดี เช่น เซลล์ของเส้นผมและเล็บ ให้แข็งแรงและงอกงามขึ้นด้วยเช่นกัน
ซึ่งสารสำคัญที่มีอยู่มากมายนั้นจะถูกทำลายโดยกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันค่ะ อย่างเช่น ในน้ำมันรำข้าวแบบขวดสำหรับปรุงอาหาร ซึ่งเป็นน้ำมันรำข้าวผ่านกรรมวิธี และยิ่งต้องผ่านความร้อนจากการปรุงอาหารด้วยแล้ว สารอาหารก็จะยิ่งลดลงมากค่ะดังนั้นหากจะคงคุณค่าต่างๆเหล่านี้ไว้ต้องเป็นน้ำมันที่สกัดด้วยวิธีการพิเศษ จึงทำให้สารที่มีความสำคัญต่างๆยังอยู่ และนอกจากนี้ สารสำคัญหลายตัวนั้น ยังเป็นสารที่พบได้ใน "ข้าวไทยเท่านั้น" อีกด้วยค่ะน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดย รศ.ดร. สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะบดีคณะแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และ 1 ใน 12 ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของสหประชาชาติ ผู้วิจัยน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจนโด่งดังขายดีมากใน U.S.A. และยุโรป
โดยสรุปน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดูแลสุขภาพ 4 เรื่อง ดังนี้
1. เรื่องเกี่ยวกับสมอง
ช่วยลดอาการเครียด ปวดหัว ไมเกรน นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม เสริมสร้างเซลล์สอง โดยรับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล,เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหาร ภายใน 1-2 วันจะเห็นผลชัดเจนในเรื่องของความเครียด นอนไม่หลับ*หากใครทาน 4 แคปซูลต่อวันแล้วมีอาการมืนงง ให้ลดเหลือ 2 แคปซูล เนื่องจากคนๆนั้นตอบสนองต่อน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดีมากจนเส้นเลือดในสมองขยายตัวมากเกินไป จนเลือดไปเลี้ยงสมองมากเกินไป (แต่จำนวนน้อยมากๆที่มีอาการเช่นนี้)
2. โรคเสื่อม เช่น
ไขมันในเส้นเลือด ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ เก๊า อัมพฤต มือเท้าชา อาการวัยทอง ให้ทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผล ให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)
โรคมะเร็งขั้นที่ 1-2 รับประทานเป็น 9 แคปซูลในสัปดาห์ที่ 2
3. โรคอักเสบ เกี่ยวกับข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ อื่นๆ รับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผล ให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)
4. การต้านอนุมูลอิสระ จะมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระดีกว่าพวกน้ำมันตับปลาถึง 60 เท่า ทำให้อาการที่เกิดจากอนุมูลอิสระไปทำลายจนโรคเสื่อมเกิดน้อยลง เช่น หากอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ตับอ่อน ทำให้การสร้างอินซูลินบกพร่อง จึงเกิดเบาหวาน หากไปทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดรอยแผลที่ผิวหลอดเลือด ทำให้ไขมันไปเกาะง่าย จึงเกิดไขมันอุดตัน
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555
หมวดหมู่สินค้าเอมสตาร์ aimstar
วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555
อย่าเสียดาย 4 ปีที่เรียนมา อย่าเสียดาย 10 ปีที่ทำงานมา
อย่าเสียดาย 4 ปีที่เรียนมา อย่าเสียดาย 10 ปีที่ทำงานมา
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ธนาคารกรุงเทพร่วมกับ Google เปิดตัวบริการรับชำระค่าโฆษณาบน Google
วิธีชำระค่าโฆษณากูเกิ้ลแอดเวิร์ดส (Google AdWords) ที่ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ธนาคาร กรุงเทพร่วมกับGoogleเปิดตัวบริการรับชำระค่าโฆษณาบนเว็บไซต์Google (กูเกิ้ล แอดเวิร์ดส) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ท่านที่ใช้บริการให้สามารถชำระเงินผ่านธนาคารทาง อินเทอร์เน็ตได้ง่าย ๆ พร้อมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
กู เกิ้ล แอดเวิร์ดส (Google AdWords) คือ การลงโฆษณาในเว็บไซต์Googleโดยเจ้าของธุรกิจที่ต้องการโฆษณาสินค้าหรือ บริการสามารถกำหนดคำค้นหาที่สื่อถึงธุรกิจของท่าน และเป็นคำค้นหาที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะนึกถึง และเลือกใช้ในการค้นหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการ ทั้งนี้ โฆษณาของท่านจะปรากฏที่ด้านขวามือของผลการค้นหาบนเว็บไซต์Googleและเว็บไซต์ เครือข่ายดังนั้น การโฆษณาจึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้าง
ใน การเพิ่มรายชื่อGoogleแอดเวิร์ดส์เข้าไปในบัญชีรายชื่อผู้รับชำระในบริการ บัวหลวง ไอแบงก์กิ้งของท่านนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเลือกทำรายการ ‘เพิ่มบัญชีผู้รับชำระ’ จากเมนู ‘ชำระเงิน’ จากนั้น เลือก ‘GOOGLETH’ ที่อยู่ภายใต้หัวข้อรายการ ‘สินค้าและบริการ’ จากนั้น ท่านจะต้องใส่ข้อมูลการชำระเงินและทำตามคำแนะนำบนหน้าจอจนจบขั้นตอน
ท่าน สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรับชำระเงินค่าโฆษณาบนเว็บไซต์ Googleได้ที่ www.bangkokbank.com/ibanking or adwords.google.co.th หรือติดต่อบัวหลวงโฟน 1333 หรือ 0-2645-5555 (กด 1-0-6).
อาหารเช้า...ใครว่าไม่สำคัญ
มีโอกาสได้ดูรายการจุดเปลี่ยน ซึ่งนำเสนอเรื่อง มหัศจรรย์อาหารเช้า เลยทำให้รู้ตัวว่ากินอาหารเช้าผิดหลักโภชนาการไปมาก
โดยปกติคนทั่วไปมักคิดว่าอาหารเช้าไม่สำคัญ จึงมักที่จะไม่กินอาหารเช้า มีเหตุผลหลายประการก็คือ การที่ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องเร่งรีบไปเรียนหรือทำงาน ไม่เห็นความสำคัญของอาหารเช้า ต้องการที่จะลดน้ำหนัก หรือบางคนอาจจะกินแต่กินผิดหลักโภชนาการ เช่น ตัวคนที่เขียนบันทึกเอง มักจะดื่มนม กับขนมปัง 1 แผ่น หรือ กินข้าวเหนียวกับหมูปิ้ง (ก็มันอร่อยนี่น่า...) ประเภทกินตามใจปาก เลยทำให้กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ แต่ทางรายการจุดเปลี่ยนก็มีนำนักโภชนาการ มาไขข้อข้องใจว่า อาหารแบบได้ไหนเหมาะสมที่จะกินเป็นอาหารเช้า ซึ่งไม่คิดเลยว่า "ก๋วยเตี๋ยว" จะเป็นอาหารเช้าที่ดีและครบ 5 หมู่ (ของชอบเราเลย สงสัยต่อไป เช้า-เที่ยง-เย็น โซ้ยแต่ก๋วยเตี๋ยวแน่เรา) หรือถ้าจะดื่มนมกับขนมปัง ก็ยังพอได้อยู่ เพียงแต่ต้องเพิ่มผลไม้ไปในมื้อเช้าด้วย เช่น มะละกอ กล้วยน้ำว้า
ก็เลยได้ข้อสรุปว่า การกินอาหารเช้าที่ถูกหลักโภชนาการ จะต้องกินให้ครบอาหารหลัก 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ (ไม่ถึงกับต้องเต็มอัตราศึกเหมือนมื้อกลางวัน-เย็นก็ได้) เพียงแค่อาหารที่ง่ายๆ แต่ครบ 5 หมู่ จะช่วยบำรุงสมองและร่างกายให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น
เพื่อสุขภาพที่ดีขอให้ทุกท่านเอาใจใส่กับมื้อเช้าด้วยนะคะ
ท้องผูกไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
ท้องผูก เป็นอาการที่มักจะเกิดกับผู้เขียนบันทึกเป็นประจำ ทั้งที่ตัวเองก็รับประทานผักมากพอสมควร แต่ทำไมถึงยังมีอาการนี้อยู่ ก็เลยมานั่งคิดถึงสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ก็เลยนึกได้ว่า ทานแต่ผักก็มากโขแล้ว แต่ไม่ค่อยจะได้ดื่มน้ำ เพราะว่าเวลาทำงานมักจะไม่ค่อยชอบลุกเดินไปหาน้ำดื่ม ประมาณว่า งานกำลังติดพัน ไอเดียกำลังบรรเจิด ไม่อยากจะให้กระบวนการคิดขาดตอน และเหตุผลอะไรอีกร้อยแปดพันเก้า
ตอนนี้ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการหาขวดน้ำขนาดเกือบ 2 ลิตร พร้อมแก้วน้ำ 1 ใบ มาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน แล้วตั้งใจไว้ว่าจะต้องดื่มให้หมดทุกวันตอนนี้ทำมาได้เกือบ 3เดือนแล้ว นอกจากช่วยแก้ไขเรื่องอาการท้องผูกแล้วยังทำให้เรามีสุขภาพดี ผิวพรรณสดใสอีกด้วยนะคะ
ด้วยความอยากรู้ว่านอกจากการไม่ชอบดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากพอแล้วยังมีสาเหตุอะไรอีกบ้าง เลยถามพี่ google ก็เลยข้อมูลเกี่ยวกับโรคท้องผูกหรืออาการท้องผูกมาฝากคะ
ท้องผูก
ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป มักเกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย และขาดการออกกำลังกาย ถ้ามีอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจบ่งชี้ว่าจะมีปัญหารุนแรงเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาวได้ ถ้าลำไส้ใหญ่ทำงานเป็นปกติ จะช่วยให้ขับถ่ายดี และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้
มักเข้าใจผิดกันว่าคนเราควรถ่ายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ถ่ายถือว่าท้องผูก แต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวัน บางคนอาจถ่ายวันละมากกว่า 1 ครั้ง หรือบางคนอาจถ่าย 3 วันครั้งก็ยังถือว่าลำไส้ทำงานปกติ
ท้องผูกมีลักษณะอาการ 2 แบบ คือ ท้องผูกแบบอ่อนแรง จะทำให้ลำไส้ไม่มีแรงบีบตัว เกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย และดื่มน้ำน้อยหรืออาจเกิดจากการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ส่วนท้องผูกแบบหดเกร็ง ลำไส้ใหญ่จะบีบตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ อาจเกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจ หรือระบบประสาท สูบบุหรี่จัด หรือกินอาหารที่ทำให้ลำไส้ใหญ่ระคายเคือง หรืออุดตัน
การกินอาหารที่ทำจากแป้งขัดขาว หรือมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช) ต่ำ และมีผักผลไม้น้อยจะทำให้ร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ
ใยอาหารและอาหารจำพวกแป้งบางอย่างจะถูกย่อยสลายกลายเป็นกากในลำไส้ใหญ่ กากนี้จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ขับอาหารที่ย่อยแล้วออกไปจากทางเดินอาหาร เครื่องดื่ม เช่น กาแฟ หรือผลไม้แห้ง เช่น ลูกพรุน จะมีสารประกอบบางอย่างที่ช่วยในการขับถ่ายได้
ถ้ากินอาหารที่มีกากในน้อยและดื่มน้ำน้อย สารอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่จะมีลักษณะแห้งแข็ง เนื่องจากน้ำในกากอาหารจะถูกดูดออกไป ทำให้ขับออกลำบาก ความดันภายในลำไส้ก็เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง ยิ่งมีกากอาหารค้างอยู่ในลำไส้นานเท่าไร กากอาหารนั้นจะยิ่งแข็ง เพราะน้ำถูกดูดออกไปจนหมด ทำให้ขับถ่ายลำบากยิ่งขึ้น
การออกกำลังกายอยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ การทำกิจกรรมที่ต้องนั่งนาน ๆ อาจทำให้ท้องผูกได้ ท้องผูกยังเกิดจากการกลั้นอุจจาระจนติดเป็นนิสัย การใช้ยาระบายเป็นประจำ หรือติดต่อกันนาน ๆ อาจมีผลทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานผิดปกติ ดังนั้นควรใช้ยาระบายเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น
สูตรอาหารแก้ท้องผูก
คนที่ท้องผูกง่าย มักพบว่ากินอาหารที่มีกากในน้อย เช่น อาหารจำพวกแป้งขัดขาว และไม่ค่อยได้กินผักหรือผลไม้สด ใยอาหารนั้นมี 2 ชนิด คือชนิดที่ละลายในน้ำ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และโคเลสเตอรอลในเลือด และชนิดที่ไม่ละลายในน้ำจะช่วยป้องกันท้องผูกโดยเป็นตัวเพิ่มกากอาหารในลำไส้
วิธีป้องกันท้องผูกที่ดีที่สุดเราควรกินอาหารที่มีใยทั้ง 2 ชนิดนี้ตามธรรมชาติให้มาก และหลากหลาย สำหรับผู้เริ่มต้น ก่อนอื่นให้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (8-10 แก้ว) และหันมากินข้าวที่ขัดสีน้อยอย่างข้างกล้องแทนข้าวขัดขาว แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณข้าวกล้องให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะคุ้นกับการกินข้าวกล้องอย่างเดียว
ในตอนแรก ๆ อาจรู้สึกไม่สบายท้อง มีลมในท้องหรือท้องอืดมาก ส่วนขนมปังก็เลือกชนิดที่ทำจากแป้งไม่ขัดสีหรือขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว หรืออาจกินสลับกันไปมา
นอกจากนี้ยังอาจเติมรำข้าวสำเร็จรูป 2 ช้อนชาลงในโยเกิร์ต มูสลี่ หรือธัญพืชพร้อมบริโภค สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้าทุกวันติดต่อกัน 1 สัปดาห์ แล้วเพิ่มรำข้าวเป็น 3 ช้อนชาในสัปดาห์ต่อมา ทั้งนี้ควรกินผลไม้สดให้ได้วันละ 4-5 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วน เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ลูก หรือมะละกอ 10 คำ) และผักต่าง ๆ อีกประมาณ 4-6 ทัพพี
อย่างไรก็ตามคนแต่ละคนอาจต้องการใยอาหารในปริมาณที่ไม่เท่ากัน พยายามสังเกตว่าร่างกายขงตนเองต้องการใยอาหารมากเท่าไรจึงจะเพียงพอกับความต้องการ ไม่ควรพึ่งใยอาหารจากรำข้าวสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหารบางอย่างในระยะยาวได้ ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ายังคงมีอาการท้องผูกเร้อรังหรือปวดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ
พึงบริโภคให้มาก
ผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก เช่น ฝรั่ง รวมทั้งผักใบเขียว ธัญพืช ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เพื่อให้ได้ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
พึงลดอาหารที่ทำจากแป้งขัดขาว
ที่มา : ข้อมูลจากหนังสือรู้คุณรู้โทษโภชนการการ รีดเดอร์ส ไดเจสท์
วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
8 วิธีบริหารสมองให้สดชื่น
1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน
2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วาง ขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียดเพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย
3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้ กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส
4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง
วิธี นี้จะช่วยบริหาร กล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน อีกด้วย
5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง
6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง
เปลี่ยน จากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย
7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3 - 10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง
8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียน เส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก
วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สิ่งที่เจ้า หน้าที่ธนาคารไม่มีเวลาอธิบาย...แต่เรา จำเป็นต้องรู้
ความจริง - บัญชีออมทรัพย์ จะมีดอกเบี้ยปันผลเข้ามา ๒ ครั้งต่อปี คือทุกสิ้นเดือนมิถุนายน และสิ้นเดือนธันวาคมของทุกปี
สิ่งที่ควรทำ - ทุกสิ้น เดือนมิถุนายน (30 มิ.ย.)และ สิ้นเดือนธันวาคม (31 ธ.ค.) จงอย่าเพิ่งถอนเงินออกมาใช้จนกว่าจะสิ้นวัน หรือถ้าให้ดีรอถอนเงินวันที่หนึ่งเดือนถัดไปดีกว่า
เพราะเงินที่เหลือค้างบัญชีในวัน นั้น จะทำให้คุณได้ดอกเบี้ย แตกต่างไปจากที่คุณคิด
ตัวอย่าง ณ 30 มิ.ย. เหลือเงินติดบัญชีแค่ 5 บาท ปรากฎว่าดอกเบี้ยปันผลได้แค่ 1 บาทกว่า
ขณะที่ บางคนมีเงินในบัญชี 6000 บาท ได้ดอกเบี้ยไป 50 กว่าบาท
ดังนั้นบางคนมีเงินในบัญชีหลักหมื่น หรือแสน ดอกเบี้ยวันนั้นก็แปรผันไปตามจำนวนเช่นกัน
เห ตุนี้เอง ผู้ใหญ่จึงมักสอนว่าเวลาเงินเดือนออกสิ้นเดือน อย่าเพิ่งกดออกมาใช้ ให้รอถอนวันที่หนึ่งเดือนถัดไป เพื่อจะได้ดอกเบี้ยธนาคารมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยมาคิด ณ สิ้นเดือนนั่นเอง
โดยเฉพาะบัญชีออมทรัพย์ ต้องจำ 30 มิ.ย. และ 31 ธ.ค. ให้แม่นๆ
สาเหตุที่ตู้ เอทีเอ็ม กลืนบัตรเอทีเอ็ม หรือดูดเงินสดของคุณเข้าไปอีกครั้ง
ความเชื่อ - 1.1 ขณะที่ตู้เอทีเอ็ม เด้งบัตรคืนกลับมา เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ...งั้นรับโทรศัพท์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยหยิบบัตร
1.2 ขณะที่ตู้เอทีเอ็มเด้งเงินสดที่คุณ ต ้องการกดออกมา แต่คุณปวดท้องเบา ...งั้นแอบทำธุระข้างตู้ก่อนดีกว่าเดี๋ยวค่อยหยิบเงิน
ความจริง - ตู้เอทีเอ็ม จะให้เวลารับเงิน หรือรับบัตรเอทีเอ็มคืน เพียง 15 - 20 วินาทีเท่านั้น ถ้าไม่รีบดึงเงิน หรือบัตรออกมา ทั้งสองอย่างจะถูกตู้ดูดกลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยของเงินและบัตร ดังนั้นกรณ ีที่คุณลืมจริงๆ คนที่ต่อคิวคุณก็จะหยิบไปไม ่ได้นั่นเอง
ทางแก้ - โทร.ติดต่อธนาคารที่คุณเปิดบัญชีไว้ทันทีเพื่ออายัดบัตร หรือเพื่อขอเงินคืน
ใช้บัตรเอทีเอ็ม ที่ตู้ของธนาคารอื่น แล้วโดนตู้นั้นกลืนบัตรเข้าไป
ความเชื่อ - แจ้งอายัดบัตรไว้ก่อน แล้วขอรับบัตรคืนภายหลังได้
ความจริง - ไม่ได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่คืนบัตรเอทีเอ็มของต่างธนาคารให้ (ถึงจะอ้างว่าจะไม่ ใช่ความผิดของคุณเลยก็ตาม) ทั้งนี้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
กรณีที่อาจได้คืน คือ หากตู้เอทีเอ็มนั้นตั้งอยู่หน้าธนาคาร แล้วคุณโชคดีที่พบกับเจ้าหน้าที่มีใจ (คือทั้งใจดีและเข้า ใจ) ก็อาจให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษให้
ขอทำบัตรเอทีเอ็มใบใหม่ โดยไม่ได้บอกความประสงค์ว่าต้องการบัตรประเภทใด
ความเชื่อ - เดี๋ยวจนท.ธนาคารคง ถามเราเอง ว่าต้องการบัตรแบบไหน แล้วค่อยทำบัตรให้ตามที่เราต้องการ
ความจริง - จนท.ธนาคาร(อาจ)ไม่ถามแล้วเลือกบัตรที่มีค่าแรกเข้า/ค่าธรรมเนียมรายปีแพงที่สุดให้ เพราะถือว่าเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควร
สิ่งที่ควรทำ - เอ่ยปากถามจนท.หรือศึกษาให้แน่ใจก่อนว่าคุณต้องการบัตรแบบใด ค่าแรกเข้า/รายปีเท่าไหร่ /เวลาถูก ตู้เอทีเอ็มกลืนเข้าไปขอรับคืนบัตรได้มั้ย
ค่าธรรมเนียมการถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารอื่น
ความเชื่อ - มีค่าธรรมเนียมเฉพาะ กดถอนเงินที่ตู้ธนาคารอื่น แต่ตรวจสอบยอดไม่มี ค่าธรรมเนียม
ความจริง - มี ทั้งสองกรณี คือ ในแต่ละรอบเดือน ทั้งการถอนเงินและสอบถามยอดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารอื่น ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปคิดครั้งละ 5 บาท
บัตรเอทีเอ็มที่มีวงเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
ความเชื่อ - สามารถใช้บัตรนี้ ติดต่อโรงพยาบาล กรณีเกิดอุบัติเหตุ เช่น มีดบาด น้ำร้อนลวก หกล้มได้
ความจริง - ไม่ได้ การรับเงินค่าชดเชยตามวงเงินคุ้มครอง ต้องเป็นกรณีตายด้วยอุบัติเหตุเท่านั้น หรือหากยังไม่ตายต้องพิการถาวร เช่นแขนขาด ขาขนาด ตาบอด...ถาวร
บางบริษัทประกันอาจมีเงื่อนไขระบุ ว่า คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะซ้อนหรือขับขี่ด้วยซ้ำ จึงต้องตรวจสอบให้ดี
เจ้าของบัญชีนอนป่วย เซ็นชื่อไม่ได้ มอบอำนาจไม่ได้ จะถอนเงินได้หรือไม่ ถ้าไม่มีบัตรเอทีเอ็ม
ความเชื่อ - ธนาคารอาจอนุโลมให้แปะโป้งแทนการเซ็นชื่อได้ เพราะเห็นว่าป่วยอยู่
ความจริง - ไม่ได้ หากเปิดบัญชีด้วยการเซ็นชื่อ ตัวอย่างลายเซ็นที่สมุดบัญชีเป็นหลักฐานเดียวที่ธนาคารใช้ตรว จสอบตัวบุคคล ได้ การแปะโป้งจึงไม่สามารถอนเงินได้เพราะไม่มีตัวอย่างแปะโป้งให้ไว้กับธนาคาร กรณีที่เจ้าของบัญชีนอนป่วยไม่รู้เรื่องราว บุคคลอื่นจึงถอนเงินแทนไม่ได้ จนกว่าจะหายเป็นปกติหรือเสียชีวิต ญาติจึงนำหลักฐานติดต่อรับเงินได้ ได้แก่ 1)หนังสือแต่งตั้งผู้ จัดการมรดก (กทม.ติดต่อศาลแพ่ง ถ.รัชดา/ต่างจังหวัดติดต่อศาลประจำจังหวัด)2) ทะเบียนบ้าน 3) ใบมร ณบัตร 4) สมุดบัญชี
หากเผลอแจ้ง เลขที่บัญชี และเลขที่บัตรประชาชนให้กับมิจฉาชีพที่โทรมาหลอก
ความเชื่อ - รีบอายัดบัตรเอที เอ็ม และสมุดบัญชี เงินในบัญชีจะได้ปลอดภัย
ความจริง - ไม่จำเป็นต้องอายัด ถ้า..บัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชี และ บัตรประชาชนตัวจริงทั้งหมดยังอยู่กับตัวคุณเอง
มิจฉาชีพไม่สามารถถอนเงินจากบัญชี ได้อยู่แล้ว เพราะการถอนเงินที่ตู้ ต้องใช้บัตรเอทีเอ็ม
และการถอนเงินที่สาขา ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง และสมุดบัญชีตัวจริง ติดต่อด้วยตนเองเท่านั้น
ปัญหาคือ ตามแผนของมิจฉาชีพเท่าที่พบคือ โทรเข้ามาอีกครั้ง เพื่อหลอกว่ามีเง ินโอนเข้าบัญชี ขอให้คุณไปตรวจสอบยอดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม
โดยมันจะคอยบอกวิธีขณะคุณทำรายการ ที่ตู้ ซึ่งมันหลอกว่าเป็นทางลัดในการตรวจสอบ แต่ความจริงเป็นการกดโอนเงินออกไปให้บัญชีมิจฉาชีพ เหยื่อหลงทำตามด้วยความไม่รู้ เพราะหน้าจอเป็นเมนูภาษาอังกฤษ
บางครั้งมันก็หลอก(อีก)ว่า ต้องโอนเงินออกมาที ่บัญชีเลขที่นี้ก่อน เพราะเงินในบัญชีเต็ม (คิดได้ไง?)เพื่อจะได้โอนเงิน เข้าไปในบัญชีเหยื่อได้ ซึ่งความจริง คือ หลังจากโอนเงินออกไปให้มันแล้วก็ไม่มีเงินโอนเข้ามาเลย
สิ่งที่ควรทำ - ต้องมีสติ เมื่อรับโทรศัพท์เสมอ เห็นว่าท่าไม่ดี กดวางสายทันที! (คุณลิขิตชีวิตได้ด้วยปลายนิ้ว)
การคิดดอกเบี้ยปรับ สินเชื่อกู้บ้าน (จ่ายช้าไปนิด ทำไมเบี้ยปรับ..บานกว่าที่คิด)
ความจริง - อัตราดอกเบี้ยปรับ คิดจาก เพดานดอกเบี้ย ลบ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ได้รับ
ซึ่งแต่ละธนาคารกำหนดเพดานดอกเบี้ย ไม่เท่ากัน บางธนาคาร 15% บางธนาคาร 19%
ดังนั้น ต้องรู้เพดานดอกเบี้ยของธนาคารนั้นก่อน แล้วนำ เพดานดอกเบี้ย ลบ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ได้รับ
สมมติ....ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้ คือ 4% แต่เพดานดอกเบี้ยของ ธนาคารนั้นๆ อยู่ที่ 19% เท่ากับว่าดอกเบี้ย ปรับ ตกวันละ 15% ต่อปีต่อวัน!!
ความบานปลายของดอกเบี้ยปรับ อยู่ตรงจุดนี้ คือ & nbsp;คิดจากยอดหนี้คงเหลือทั้งหมดที่กู้มา!!!!
นั่นคือ ถ้ากู้บ้านเป็นเงิน 3.3 ล้าน และเพิ่งผ่อนไป จนเหลือหนี้ที่ 3 ล้านบาท ธนาคารจะนำดอกเบี้ยปรับมาคำนวณจากยอดหนี้ตัวนี้ นั่นคือ (15% x 3,000,000)/365 = ดอกเบี้ยปรับ 1,233 บาทต่อวัน
แล้วนำยอดนี้ไปคิดดอกเบี้ยในทุกๆวัน ที่เลยกำหนดมานั่นเอง
ข้อควรระวังคือ ธนาคารอาจบอกคุณว่า สามารถชำระเลยกำหนดได้ 7 วัน ไม่คิดเบี้ยปรับ (ถือเป็น 7 วันทอง)
แต่คุณต้องนับให้เป็น คือ นับวันที่กำหนดชำระ ถือเป็นวันที่ 1 เลย แล้วนับต่อไปอีก 6 วัน ถ้าจ่ายทันภายในวันดังกล่าวนี้จะไม่ถูกปรับ
เช่น กำหนดชำระทุกสิ้นเดือน ระยะปลอดดอกเบี้ยปรับคือ ภายในช่วงวันที่ 31ถึง6 หรือ 30ถึง5
แต่ถ้าช้าไปเพียงวันเดียว ดอกเบี้ยปรับอาจ มโหฬาร เพราะธนาคารเริ่มปรับโดยนับย้อนตั้งแต่วันกำหนดชำระ เป็นวันแรกนั่นเลยทีเดียว
นี่คือสาเหตุว่าทำไม จ่ายเกินวันที่ปลอดดอกเบี้ยแค่วันเดียว แต่ ธนาคารกลับคิดดอกเบี้ย เป็น 8 วัน เพราะเวลาคิดดอกเบี้ย ถือว่าคิดตั้งแต่วันกำหนดชำระนั่นเอง
การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต (เหลือยอดค้าง ชำระแค่นิด ..เบี้ยปรับกลับ บานกว่าที่คิด)
ความเชื่อ - คุณรูดไป 900,045 บาท ชำระไปแล้ว 900,000 บาท ขาดอีกเพียง 45 บาทค้างชำระไว้ คิดว่าเดี๋ยวค่อยจ่ายรอบหน้า ดอกเบี้ยคงไม่เยอะ
ความจริง - ธนาคารคิดเบี้ยปรับจากยอดที่คุณรูดไป (ไม่สนใจดูว่าเหลือ ยอดค้างชำระไว้เท่าไหร่) ดังนั้น ดอกเบี้ยปรับคิดจากยอด 900,045 บาท ไม่ใช่ยอดค้างชำระ
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เหตุการณ์สุดคลาสสิคของอาชีพโปรแกรมเมอร์ แบบขำขำ
☻ การให้โปรแกรมเมอร์ทำเอกสาร เปรียบเสมือนเอานาวิกโยธินสหรัฐไปประกวดนางสาวไทย
☻ ตอนเขียนโปรแกรมเอง Test เอง ไม่เจอ Bug แต่ตอนไป Test กับลูกค้าเสือกเจอ!!!
☻ ตอน Test กับลูกค...้าเหมือนจะไม่มีบั้กแล้ว พอเริ่มใช้งานระบบจริง :X... ดูเพิ่มเติม เสือกเจอ!!!
☻ พอโปรแกรมพังตอนใช้งานจริง โปรแกรมเมอร์มักเอ่ยว่า “ตอน Test ไม่เห็นเป็นเลย” แล้วก็จบด้วยการทำหน้างงๆ แสดงให้เห็นว่า ผมไม่รู้จริงๆนะเว้ย
☻ ประเมินเวลาของโปรเจ็ค 10 วัน ไม่ใช่การเขียนโปรแกรม 80 ชั่วโมงต่อคน แต่อาจะเป็น 100ชั่วโมงต่อคน หรือมากกว่านั้น
☻ Programmer เก่งกาจจะเป็น System Analyst ทำเอกสารได้ห่วยแตก
☻ Programmer ที่เก่งกาจมันพูดภาษาคนแล้วเข้าใจยาก
☻ System Analyst ที่ทำเอกสารได้เก่งกาจ มักจะเคยเป็น Programmer ที่เขียนโปรแกรมได้ห่วยแตกมาก่อน
☻ ลูกค้าไม่เคยให้ Requirement ครบ ลูกค้าคือพระเจ้า
☻ นอกจากลูกค้าแล้ว Google ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน
☻ งาน Coding ไม่เคยเสร็จก่อนกำหนด
☻ ออกแบบระบบจนเสร็จ แล้วค่อยเขียนโปรแกรม เป็นแค่เรื่องในฝันเท่านั้น (สำหรับคนไทย)
☻ คนให้ Requirement จริงๆ มักจะไม่ค่อยอยากได้ระบบ IT หัวหน้ามันนั้นแหละ อยากได้
☻ บางที Bug ก็ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการคำจำกัดความ
☻ Bug ก็เหมือนความรัก มองไม่เห็น แต่รู้สึกถึงมันได้ ไม่มี OT มีแต่ O-Free
☻ Project ที่ โปรแกรมเมอร์ปั่นงานจะจนดึกดื่น มักจะมี Bug เยอะ ถึงเยอะมาก
☻ ลูกค้ามักจะขี้เกียจ Test โปรแกรมของมันเอง แต่พอใช้งานจริงแล้วเจอ Bug ชอบมางอแง
☻ เขียนโปรแกรมช้า ใช่ว่าจะไม่มี Bug เขียนโปรแกรมเทพ ใช่ว่าจะไม่มี Bug
☻ สรุปว่าเขียนยังไงโปรแกรมก็มี Bug
☻ การแก้ Code ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าปวดกบาลมาก
☻ Code ยิ่งเทพเท่าไหร่ แก้ Bug ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
☻ และคนเขียน Code เทพ มักจะโดนสาปแช่งจาก Programmer ที่ต้องมาแก้งานมัน
☻ ถ้าโปรแกรมช้า เราจะโทษว่า Server ไม่ดี
☻ System Analyst ที่แก้ Design บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันเปลี่ยน”
☻ System Analyst ที่เพิ่ม Requirement บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันขอเพิ่ม”
☻ Programmer ที่ทำงานไม่ทัน มักจะอ้างว่าประเมินเวลามาน้อยเกินไป
☻ Requirement สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ได้ตลอดเวลา แต่มันไม่มีทางลดลงแน่นอน
☻ การเล่น Internet ไร้สาระ คือการผ่อนคลาย
☻ การเล่น msn คือการผ่อนคลาย
☻ การเล่น social network เป็นการผ่อนคลาย
☻ ด่าลูกค้าเป็นความบันเทิง และผ่อนคลาย
☻ Internet มีทุกอย่างที่โปรแกรมเมอร์ต้องการ
☻ พิมพ์สัมผัสได้ เป็นผลจาการ Chat อันหนักหน่วง
☻ มีความเชื่อว่า ถ้าพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยความรุนแรง จะดูเท่
☻ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า โปรแกรมเมอร์ทำได้ทุกอย่างที่เกียวกับ computer
☻ ดังนั้น โปรแกรมเมอร์เป็นที่พึ่งให้ เพื่อนๆ พ่อ แม่ พี่น้อง อากง อาม่า เวลามีปัญหากับเทคโนโลยีใหม่ๆ
☻ ไม่มีโปรแกรมเมอร์คนไหน กลับบ้านตรงเวลาตลอด
☻ ชีวิตจะบัดซบทุกครั้ง ที่ไฟดับ
☻ ตอน Present โปรแกรมให้ลูกค้าดู ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนทุกครั้ง
☻ เวลาขี้เกียจแก้งาน โปรแกรมเมอร์จะบอกว่า “Code ตรงนี้ผมไม่ได้เป็นคนเขียนครับ”
☻ เวลาโปรแกรมมีปัญหา ลูกค้ามักจะบอกว่า “ยังไม่ได้ไปทำอะไรมันเลยนะ อยู่ๆก็ใช้ไม่ได้”
☻ โปรแกรมเมอร์ว่างงาน มักง่วงตอนสายๆ หรือบ่ายๆ คาเฟอีนคือยาวิเศษ
☻ การนั่งหลับเวลาง่วงมักไม่ค่อยได้รับความยอมรับจากหัวหน้าปล.และอื่นๆอีกมากมาย
ที่มา: forward mail
วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553
ออกกำลังกาย 3 นาที หน้าจอคอมพิวเตอร์
ออกกำลังกายหน้าจอ สำหรับคนใช้คอมฯ
ง่ายๆ เพียง 3 นาที กับท่าออกกำลังกายที่ช่วยผ่อนคลายอาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงานหน้่าคอมพิวเตอร์ อาทิ ปวดตา ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะบรรเทาความเจ็บปวดได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย ลองดูสิจ๊ะ
http://www.youtube.com/watch?v=k0HPo_nZyNc





