การเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อรอง |
| ตาม พ.ร.บ. ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 บุคคลสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลและจะมีชื่อรองด้วยก็ได้ * ชื่อตัว คือ ชื่อประจำตัวบุคคล * ชื่อรอง คือ ชื่อซึ่งประกอบถัดจากชื่อตัว * ชื่อสกุล คือ ชื่อประจำวงศ์สกุล |
| หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวและชื่อรอง |
| ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม ต้องไม่เป็นคำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย ต้องไม่มีเจตนาในทางทุจริต ผู้ได้รับหรือเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดยมิได้ถูกถอด จะใช้ราชทินนามตามบรรดาศักดิ์เป็น ชื่อตัวจริง ชื่อรองก็ได้ |
| เอกสารประกอบการดำเนินงาน |
| 1. สำเนาทะเบียนบ้าน 2. บัตรประจำตัวประชาชน 3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว) |
| ขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อตัว |
| * ผู้ยื่นคำขอตามแบบ ช1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน * นายทะเบียนท้องที่ตรวจสอบคำขอกับทะเบียนบ้าน และชื่อที่ขอเปลี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ * กรณีอนุญาตสำหรับบุคคลสัญชาติไทย นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยน ชื่อตัวชื่อรอง (แบบช.3) ให้เป็นหลักฐาน * กรณีบุคคลต่างด้าว นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าวให้ เพื่อประกอบหลักฐานการแปลงชาติ หรือคืนสัญชาติเป็นไทยเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นายทะเบียน ท้องที่ จึงออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองให้เป็นหลักฐาน และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 25 บาท * เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้ผู้ขอนำหนังสือดังกล่าวไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและ หลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย แหล่งที่มา : http://www.kumled.com/nam4.asp |
nuffnang
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมกฎหมายที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมกฎหมายที่ควรรู้ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552
ขั้นตอนการขอเปลี่ยนชื่อตัว
วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับครอบครัว
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับครอบครัว
ครอบครัว คือ บุคคลที่มาอยู่รวมกันโดยความผูกพันกัน โดยการสมรส และทางสายโลหิต ซึ่งประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร และญาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับครอบครัวแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ กฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก
1. กฎหมายครอบครัว มีสาระสำคัญดังนี้
1.1 การหมั้น จะทำได้เมื่อหญิงชายอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
1.2 การสมรส จะทำได้เมื่อชายหญิงอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนหน้านั้นก็ได้ สำหรับหญิงที่เคยสมรสแล้วแต่สามีตายหรือหย่าร้าง จะสมรสใหม่ได้เมื่อการสมรสครั้งก่อนสิ้นสุดไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่จะสมรสกับคู่สมรสเดิม
1.3 การหย่า ทำได้ 2 วิธี คือ หย่าที่อำเภอในกรณีที่คู่สมรสยินยอมพร้อมใจกันแต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ฟ้องหย่าต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาหย่าได้
1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา ในด้านความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน กฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้
1.4.1 สินสมรส ได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสทำมาหาได้ระว่างที่อยู่กินเป็นสามีภรรยากันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่าง สมรสโดยพินัยกรรม หรือโดยการยกให้เป็นหนังสือโดยระบุว่าเป็นสินสมรสและรวมทั้งทรัพย์สินที่ เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
1.4.2 สินส่วนตัว หมายถึงทรัพย์สินที่คูสมรสครอบครองก่อนทำการสมรส
1.5 ความสัมพันธ์ระหว่าบิดา มารดา และบุตร
1.5.1 บุตรมีสิทธิใช้นามสกุลของบิดาและเลี้ยงดูบิดามารดาที่ชราภาพเป็นการตอบแทน
1.5.2 บิดา มารดา ต้องเลี้ยงดูบุตรและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
1.5.3 บิดา มารดา มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร ทำโทษเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ให้ทำงานตามสมควรแก่ความสามารถ
1.5.4 บิดา มารด มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์
2. กฎหมายมรดก มีสาระสำคัญดังนี้
2.1 มรดก คือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบต่าง ๆ
2.2 ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก กฎหมายได้กำหนดไว้ 2 ประเภท ดังนี้
2.2.1 ทายาทผู้รับพินัยกรรม คือบุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกตามข้อกำหนดแห่งพินัยกรรม
2.2.2 ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ในกรณีที่เจ้าของถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ทายาทโดยธรรม ได้แก่ คู่สมรสของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้สืบสันดานของผู้ตาย บิดามารดาของผู้ตาย เป็นต้น
2.3 การเสียสิทธิในกองมรดก ซึ่งมาจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
2.3.1 กฎหมายจำกัดมิให้รับมรดก
2.3.2 ถูกตัดมิให้รับมรดก โดยเจ้าของมรดกต้องกระทำ โดยแสดงเจตนาชัดแจ้งระบุไว้ในข้อกำหนดแห่งพินัยกรรม หรือโดยเป็นหนังสือมอบไว้แก่นายอำเภอ
2.3.3 โดยการสละมรดกโดยสมัครใจของทายาทโดยทำหนังสือมอบไว้แก่นายอำเภอ
ครอบครัว คือ บุคคลที่มาอยู่รวมกันโดยความผูกพันกัน โดยการสมรส และทางสายโลหิต ซึ่งประกอบด้วยสามี ภรรยา บุตร และญาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับครอบครัวแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ กฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก
1. กฎหมายครอบครัว มีสาระสำคัญดังนี้
1.1 การหมั้น จะทำได้เมื่อหญิงชายอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
1.2 การสมรส จะทำได้เมื่อชายหญิงอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุอันควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนหน้านั้นก็ได้ สำหรับหญิงที่เคยสมรสแล้วแต่สามีตายหรือหย่าร้าง จะสมรสใหม่ได้เมื่อการสมรสครั้งก่อนสิ้นสุดไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่จะสมรสกับคู่สมรสเดิม
1.3 การหย่า ทำได้ 2 วิธี คือ หย่าที่อำเภอในกรณีที่คู่สมรสยินยอมพร้อมใจกันแต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ฟ้องหย่าต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาหย่าได้
1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา ในด้านความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน กฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้
1.4.1 สินสมรส ได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสทำมาหาได้ระว่างที่อยู่กินเป็นสามีภรรยากันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่าง สมรสโดยพินัยกรรม หรือโดยการยกให้เป็นหนังสือโดยระบุว่าเป็นสินสมรสและรวมทั้งทรัพย์สินที่ เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
1.4.2 สินส่วนตัว หมายถึงทรัพย์สินที่คูสมรสครอบครองก่อนทำการสมรส
1.5 ความสัมพันธ์ระหว่าบิดา มารดา และบุตร
1.5.1 บุตรมีสิทธิใช้นามสกุลของบิดาและเลี้ยงดูบิดามารดาที่ชราภาพเป็นการตอบแทน
1.5.2 บิดา มารดา ต้องเลี้ยงดูบุตรและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
1.5.3 บิดา มารดา มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร ทำโทษเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ให้ทำงานตามสมควรแก่ความสามารถ
1.5.4 บิดา มารด มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์
2. กฎหมายมรดก มีสาระสำคัญดังนี้
2.1 มรดก คือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบต่าง ๆ
2.2 ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก กฎหมายได้กำหนดไว้ 2 ประเภท ดังนี้
2.2.1 ทายาทผู้รับพินัยกรรม คือบุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกตามข้อกำหนดแห่งพินัยกรรม
2.2.2 ทายาทโดยธรรม คือ บุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ในกรณีที่เจ้าของถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ทายาทโดยธรรม ได้แก่ คู่สมรสของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้สืบสันดานของผู้ตาย บิดามารดาของผู้ตาย เป็นต้น
2.3 การเสียสิทธิในกองมรดก ซึ่งมาจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้
2.3.1 กฎหมายจำกัดมิให้รับมรดก
2.3.2 ถูกตัดมิให้รับมรดก โดยเจ้าของมรดกต้องกระทำ โดยแสดงเจตนาชัดแจ้งระบุไว้ในข้อกำหนดแห่งพินัยกรรม หรือโดยเป็นหนังสือมอบไว้แก่นายอำเภอ
2.3.3 โดยการสละมรดกโดยสมัครใจของทายาทโดยทำหนังสือมอบไว้แก่นายอำเภอ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคล
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคล
บุคคลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. บุคคลธรรมดา หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถ มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย
2. นิติบุคคล หมายถึงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย ได้แก่ วัด มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทบวงการเมือง (กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล จังหวัด)
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคลสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร์ ได้แก่
1.1 การแจ้งคนเกิด ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วันตั้งแต่เกิด
1.2 การแจ้งคนตาย ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 24 ชั่วโมง
1.3 การแจ้งย้ายที่อยู่ ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายออก
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน ได้แก่
2.1 บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
2.2 บัตรประจำตัวประชาชนให้ใช้ได้ 6 ปี นับแต่วันออกบัตร และเมื่อบัตรหมดอายุผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือก่อนวันหมดอายุบัตร 60 วัน
3. กฎหมายที่เกี่ยวกับการับราชการทหาร ได้แก่
3.1 ชายที่มีสัญชาติไทยมีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน
3.2 ชายที่มีสัญชาติไทย เมื่ออายุย่างเข้า 18 ปีใน พ.ศ. ใดให้ไปแสดงตัวเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในปี พ.ศ. นั้น ณ ภูมิลำเนาของตน
3.3 ทหารกองเกินเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปีในปี พ.ศ. ใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่ อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของตนภายในปี พ.ศ. นั้น เมื่อรับหมายเรียกแล้วทหารกองเกินต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจ เลือกตามกำหนดนัด โดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษา มาแสดงด้วย
4. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญา
4.1 นิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาของบุคคลที่ จะกระทำชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัคร ใจเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับใช้ซึ่งสิทธิ นิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นผู้ทำนิติกรรมจะต้องมีความสามารถใช้สิทธิทำนิติกรรม โดยชอบธรรมของบุคคลคนเดียว
4.2 สัญญา หมายถึงการแสดงเจตนาของบุคคล 2 คนที่ ต้องตรงกัน เช่น สัญญาจ่งแรงงงาน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์ เป็นต้น สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ แต่นิติกรรมอาจไม่ใช่สัญญา เช่น การทำพินัยกรรม การโฆษณา การให้คำมั่นว่าจะทำให้ได้ ฯลฯ
กฎหมาย ประเภทนี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อควบคุมป้องกันมิให้ประชาชนทำสัญญาเอา รัดเอาเปรียบกัน หรือทำความตกลงกันในเรื่องที่เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและ ศีลธรรมอันดีของประชาชน
แหล่งที่มา : http://schoolnet.nectec.or.th/library/create-web/10000/generality/10000-6738.html
บุคคลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. บุคคลธรรมดา หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถ มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย
2. นิติบุคคล หมายถึงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย ได้แก่ วัด มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทบวงการเมือง (กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล จังหวัด)
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคลสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร์ ได้แก่
1.1 การแจ้งคนเกิด ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วันตั้งแต่เกิด
1.2 การแจ้งคนตาย ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 24 ชั่วโมง
1.3 การแจ้งย้ายที่อยู่ ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายออก
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน ได้แก่
2.1 บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
2.2 บัตรประจำตัวประชาชนให้ใช้ได้ 6 ปี นับแต่วันออกบัตร และเมื่อบัตรหมดอายุผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือก่อนวันหมดอายุบัตร 60 วัน
3. กฎหมายที่เกี่ยวกับการับราชการทหาร ได้แก่
3.1 ชายที่มีสัญชาติไทยมีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน
3.2 ชายที่มีสัญชาติไทย เมื่ออายุย่างเข้า 18 ปีใน พ.ศ. ใดให้ไปแสดงตัวเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในปี พ.ศ. นั้น ณ ภูมิลำเนาของตน
3.3 ทหารกองเกินเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปีในปี พ.ศ. ใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่ อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของตนภายในปี พ.ศ. นั้น เมื่อรับหมายเรียกแล้วทหารกองเกินต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจ เลือกตามกำหนดนัด โดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษา มาแสดงด้วย
4. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญา
4.1 นิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาของบุคคลที่ จะกระทำชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัคร ใจเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับใช้ซึ่งสิทธิ นิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นผู้ทำนิติกรรมจะต้องมีความสามารถใช้สิทธิทำนิติกรรม โดยชอบธรรมของบุคคลคนเดียว
4.2 สัญญา หมายถึงการแสดงเจตนาของบุคคล 2 คนที่ ต้องตรงกัน เช่น สัญญาจ่งแรงงงาน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์ เป็นต้น สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ แต่นิติกรรมอาจไม่ใช่สัญญา เช่น การทำพินัยกรรม การโฆษณา การให้คำมั่นว่าจะทำให้ได้ ฯลฯ
กฎหมาย ประเภทนี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อควบคุมป้องกันมิให้ประชาชนทำสัญญาเอา รัดเอาเปรียบกัน หรือทำความตกลงกันในเรื่องที่เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและ ศีลธรรมอันดีของประชาชน
แหล่งที่มา : http://schoolnet.nectec.or.th/library/create-web/10000/generality/10000-6738.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)