nuffnang

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อะไรอะไรในชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อะไรอะไรในชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎีน้ำในแก้ว


"น้ำเต็มแก้ว"
เป็นแก้วที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ยึดติดกับเรื่องเดิม ๆ ไม่ยอมเปิดใจ เป็นคนที่พัฒนาได้ยาก แต่มีความมั่นคง

"น้ำครึ่งแก้ว"
เป็นแก้วที่พร้อมที่จะเติมทุก ๆ สิ่ง ยอมรับสิ่งใหม่ เป็นแก้วที่มองหาสิ่งใหม่ให้กับชีวิตเสมอ ยอมรับในการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะโยกย้ายน้ำที่มีอยู่ในแก้วไปเติมให้กับแก้วใบอื่นอยู่เสมอ

"แก้วเปล่า"
แก้ว ที่ไม่เคยรับสิ่งใดเข้ามาเลย ปล่อยให้แก้วขาดน้ำเหมือนกับคนบางคนที่ปล่อยให้ตัวเองเศร้ายึดติดไม่ยอมมอง หาสิ่งใหม่ ๆ ถ้าลองเทน้ำลงไปสิมีชีวิตชีวา สดใสขึ้นมาทันที

"แก้วร้าว"
คงไม่มีใครที่อยากเป็นแก้วร้าวหรอกใช่ไหม เพราะมีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วยังทำให้คนรอบข้างปวดร้าวไปด้วย ถ้าเผลอกำแน่นเกินไป แก้วอาจแตกได้อยากจะเป็นแก้วแบบไหนลองเลือกกันเอาเองนะ


พระราชดำรัสของในหลวงบอกว่า
"จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด"

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

แสงสว่าง' ที่ว่านี้ คือ คุณค่าในชีวิต ที่แต่ละคนมี

แม้ว่าคุณค่านั้นจะเล็กน้อยนักในสายตาใคร หรือสังคมไม่ค่อยเห็นว่ามีคุณค่า
แต่จะมีสักกี่คนที่ค้นหาจนเจอคุณค่าในตัวเอง
แล้วให้คุณค่านั้นเป็นสิ่งนำทางชีวิตตนเองต่อไป
และจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสถ่ายทอดคุณค่าเหล่านั้นออกมา
เพื่อกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น ให้เริ่มค้นหาคุณค่าในตัวเองได้ด้วย

การค้นหาและตระหนักถึงคุณค่าของตนเองเกี่ยวข้องกับการมองความเป็นจริงของชีวิต

ผู้ที่มองว่าชีวิตไร้คุณค่า
ก็จะพร่ำบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ตนเองไม่ได้มีความน่าสนใจอะไร
คิดเพียงว่าตนเองก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ
เชื่อว่าตัวเองไม่มีความคิดอะไรที่จะบอกกล่าว
ไม่ต้องถึงขั้นลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลก
แค่เชื่อว่าสักวันหนึ่งตัวเองต้องหมดอายุขัยและดับสลายไป
ให้ซึ้งในความจริงข้อนี้ก็ยังถือว่ายากเย็น

ส่วนผู้ที่มองว่าชีวิตมีคุณค่า ชีวิตก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำล้วนมีคุณค่าในตัวมันเอง
เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ นั้นแยกไม่ออกกับสิ่งที่ตัวเองเป็น
เพราะทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกันอันเกิดมาจากการค้นพบตัวเองและถ่ายเทออกมา

บางกรณี 'แสงสว่าง' เป็นเพียงสิ่งลวงตา
เพราะแสงสว่างที่เห็นอาจเป็นเพียงแสงไฟภายนอกที่ส่องมากระทบเท่านั้น
ไม่ใช่แสงสว่างจากภายใน
เปรียบได้กับความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองกับการหลงในคุณค่าที่คนอื่นมองต่อตัวเอง
เป็นคู่ตรงข้ามของความเชื่อมั่นในตัวเองกับการหลงตัวเอง

ความเชื่อมั่นในตัวเองต่างกับการหลงตัวเองว่ามีของดี
เพราะการหลงตัวเองเหมือนกับการที่ดวงไฟทุกดวงส่องมาที่ตัวเอง
ทำให้ตัวเองดูสว่าง
ทุกสายตาจับจ้องมองเป็นตาเดียว แล้วหลงเชื่อใจว่าตัวเองมีแสงสว่าง
นั่นเป็นแสงสว่างจากภายนอก
ดูเหมือนตัวเองจะมีแสงสว่างแต่เป็นแสงสว่างจากภายนอก
ไม่ใช่แสงสว่างที่เกิดขึ้นจากภายใน
ดังนั้นชีวิตจึงต้องผูกเกี่ยวกับแสงสว่างภายนอกมากจนเชื่อว่านั่นคือแสงสว่างของตัวเอง
ตราบจนเมื่อใดแสงไฟจากภายในปิดลง ก็จะไม่อาจมองเห็นตัวเอง

ตรงข้ามกับความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นการสุกสว่างจากภายใน
และเปล่งแสงออกมาจากข้างในตัวตน
นั่นหมายความว่าคนๆนั้นต้องผ่านกระบวนการค้นหาตัวเองจนพบว่าตัวเองคือใคร
ทำอะไร เพื่ออะไร และมีคุณค่าอะไร
เมื่อค้นพบคุณค่าในตัวเองและคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว
การบอกต่อและเล่าถึงคุณค่าของตัวเองสิ่งที่ตัวเองทำ
นั่นเปรียบเสมือนการขยายคุณค่าของชีวิตตัวเองให้แผ่ไปยังผู้อื่น

หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
เราจะเริ่มค้นหาคุณค่าของชีวิตตัวเอง ตั้งคำถามกับชีวิต
เพื่อตอบตัวเองว่าคุณค่าของตัวเองคืออะไร
สิ่งที่ตัวเองทำมีคุณค่าอะไรต่อชีวิต ต่อคนรอบข้าง ต่อสังคม

หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
กำลังใจ ความสุขและความเชื่อมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
ย่อมเกิดขึ้นได้จากภายในตัวเอง
โดยไม่ต้องหวังพึ่งในวัตถุใดหรือใครมาเสกหรือส่งความสุขให้แก่เรา

หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง' แล้ว
เราจะมองเห็นคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต
เราจะรู้ว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีเช่นกัน
เราจะได้มีโอกาสนำคุณค่าของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกัน
เพื่อก่อให้เกิดดวงตาแห่งความเอื้ออาทร

หากเราตระหนักว่า 'เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง'
เราจะได้พบความจริงของชีวิตเข้าสักวัน

หากสมมติว่าเราเป็นดั่งหิ่งห้อยตัวหนึ่ง
เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง
ลองจินตนาการว่าถ้าเราเป็นหิ่งห้อยจริงๆ
เมื่อเรามองโลกจากห้วงอวกาศเข้ามา
เราจะเห็นโลกใบนี้สว่างไสวไปด้วยแสงเล็กๆ จากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์
ถึงแม้จะริบหรี่ ๆ อยู่กันกระจัดกระจาย แต่ก็แลดูสวยงาม
เพราะเป็นแสงสว่างของชีวิตที่แต่ละคนช่วยกันเปล่งแสงออกมา

ที่มา  :  lovestoryclub.com

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

15 วิธีเอาชนะความขี้เกียจ

อย่าเกียจคร้านการทำงานนะพวกเรา 
งานหนักงานเบา เหนื่อยแล้วเรา พักผ่อนก็หาย 
ไม่ ทำงาน หลบหลีกงาน เฝ้าเกียจคร้าน เอาแต่สบาย
 แก่จนตาย ขอทำนายว่าไม่เจริญ


คำตัน ของคุณตัน


โดนใจมากๆๆ กับคำตัน ของคุณตัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++
ความเพ้อฝัน เป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยที่สุดของมนุษย์ 
ก่อนที่เราทำสำเร็จ คนส่วนใหญ่หาว่าเราบ้า 
แต่ถ้าเราทำสำเร็จแล้ว จะถูกเรียกว่าปาฎิหาริย์
++++++++++++++++++++++++++++++++++

อย่าท้อถอยและยอมแพ้


วันนี้รู้สึกเหนื่อยและท้อมากมาย เลยต้องจัดยาให้ตัวเองขนานใหญ่ โดยหานิทานสอนใจมาอ่าน
เพื่อเป็นยันต์กันท้อนะคะ เลยอยากแบ่งปันเพื่อนๆ ที่กำลังท้อนะคะ


ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ 1 ตัวซึ่งแก่มากแล้ว
วันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก
ด้วยความโง่เขลาของมัน ดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง
มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา
ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว
อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจ
และรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจ
ที่เจ้าลาเงียบไป หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สัก
สองสามพลั่วก็เหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า
ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง
แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายาม
เร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจ ที่เจ้าลาสามารถหลุดพ้นจากปากบ่อได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .....

ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาจงอย่าท้อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน เพื่อที่เราจะได้เหยียบมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อุปสรรค กับ ความพยายาม

ถ้าโลกนี้ไม่มีคำว่า “อุปสรรค” มนุษย์ก็จะไม่รู้จักอีกคำที่เรียกว่า “ความพยายาม”





  คงไม่มีใครไม่เคยประสบ “ปัญหา” ของชีวิต แต่การจัดการปัญหาของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกัน บางคนยิ้มรับ บางคนลุกขึ้นสู้ และบางคนอาจมองเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่เข้ามาท้าทาย รอให้เราก้าวข้ามไปเท่านั้น
     
       แต่ถ้าใครสับสน หาทางออกของปัญหาไม่เจอ ในหนังสือ “Peaks & Valleys ยอดเขาแห่งความสุข หุบเขาแห่งอุปสรรค” ซึ่งเป็นผลงานเล่มล่าสุดของนักเขียนผู้โด่งดังระดับโลก นพ. สเปนเซอร์ จอห์นสัน หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป (Who Moved My Cheese?)” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนต่างวัย ต่างสาขาอาชีพจากทั่วทุกมุมโลก และขายได้ทั่วโลกกว่า 24 ล้านเล่ม ขอกลับมาสร้างแรงบันดาลใจในชีวิต ให้ก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคอีกครั้ง

     
       Peaks & Valleys เล่มนี้ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขาอย่างไม่ค่อยมีความสุขนัก จนกระทั่ง ได้พบกับชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บนยอดเขา การพบกันครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงการทำงานและชีวิตของเขาไปตลอดกาล
       
     
       ผู้เขียนใช้วิธีอุปมาอุปไมย “ชีวิตที่มีสุขและทุกข์” กับ “ลักษณะของยอดเขาและหุบเขา” เหมือนกับชีวิตคนเราที่มีทั้งช่วงดีและร้าย โดยเปรียบยอดเขากับชีวิตยามรุ่งโรจน์ที่สุด และเปรียบหุบเขากับชีวิตที่ตกต่ำ หดหู่ เศร้าหมอง หรือประสบปัญหา หนังสือจะคอยแนะแนวทางการใช้ชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยสร้างความสงบและการประสบความสำเร็จ
     
       การขึ้นสู่ยอดเขา หมายถึง การได้ในสิ่งที่ปรารถนา และ การออกจากหุบเขา คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นสู่ยอดเขาลูกใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้ง นอกจากหนังสือจะสอนให้เราใช้ความพยายามเพื่อพิชิตเป้าหมาย รางวัล และความฝันให้สำเร็จ ยังแนะแนวทางการยืดหยัดอยู่บนยอดเขาให้นานกว่าเดิม ตลอดจนเรื่องราวอื่นๆ ที่แฝงด้วยแง่คิดอีกมากมาย

       
       เนื้อหาแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางปรัชญาและคติสอนใจที่ลึกซึ้ง ให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับทุกเรื่องราวและทุกสถานการณ์ของชีวิต ดังที่ผู้เขียนได้บอกกับเราผ่านหนังสือเล่มเล็กนี้ว่า ทุกชีวิตมีจังหวะขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือน “ยอดเขา” และจังหวะลง อันเปรียบได้กับ “หุบเขา” อยู่ที่ว่าเราจะจัดการให้ชีวิตสามารถยืนอยู่บนยอดเขาแห่งความสุขได้นานๆ และไม่ตกอยู่ในหุบเขาแห่งอุปสรรคนานจนเกินไปได้อย่างไร
       
     
       เชื่อได้เลยว่า เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ นอกจากจะได้รับพลังทางบวก เพื่อดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขแล้ว ยังจะได้เปลี่ยนวิธีคิดให้เผชิญหน้ากับอุปสรรค และยิ้มรับความสุขได้สมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย
     
       หนังสือ Peaks & Valleys ยอดเขาแห่งความสุข หุบเขาแห่งอุปสรรค ฉบับภาษาไทย แปลโดย พิทยา สิทธิอำนวย วางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000142715

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

8 วิธีบริหารสมองให้สดชื่น

กระตุ้นความคิดแจ่มใสระหว่างวัน

1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน


2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วาง ขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียดเพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย


3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้ กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส


4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง


วิธี นี้จะช่วยบริหาร กล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน อีกด้วย


5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง


6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง


เปลี่ยน จากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย



7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3 - 10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง


8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียน เส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก


ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ
สสส. และ วิชาการดอทคอม

แหล่งที่มา :

www.thaihealth.or.th

http://www.vcharkarn.com/varticle/39077

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่เจ้า หน้าที่ธนาคารไม่มีเวลาอธิบาย...แต่เรา จำเป็นต้องรู้

เทคนิคง่ายๆ ได้ดอกเบี้ย(ออมทรัพย์)มากกว่าที่คิด
ความจริง - บัญชีออมทรัพย์ จะมีดอกเบี้ยปันผลเข้ามา ๒ ครั้งต่อปี คือทุกสิ้นเดือนมิถุนายน และสิ้นเดือนธันวาคมของทุกปี
สิ่งที่ควรทำ - ทุกสิ้น เดือนมิถุนายน (30 มิ.ย.)และ สิ้นเดือนธันวาคม (31 ธ.ค.) จงอย่าเพิ่งถอนเงินออกมาใช้จนกว่าจะสิ้นวัน หรือถ้าให้ดีรอถอนเงินวันที่หนึ่งเดือนถัดไปดีกว่า
เพราะเงินที่เหลือค้างบัญชีในวัน นั้น จะทำให้คุณได้ดอกเบี้ย แตกต่างไปจากที่คุณคิด
ตัวอย่าง ณ 30 มิ.ย. เหลือเงินติดบัญชีแค่ 5 บาท ปรากฎว่าดอกเบี้ยปันผลได้แค่ 1 บาทกว่า
ขณะที่ บางคนมีเงินในบัญชี 6000 บาท ได้ดอกเบี้ยไป 50 กว่าบาท
ดังนั้นบางคนมีเงินในบัญชีหลักหมื่น หรือแสน ดอกเบี้ยวันนั้นก็แปรผันไปตามจำนวนเช่นกัน
เห ตุนี้เอง ผู้ใหญ่จึงมักสอนว่าเวลาเงินเดือนออกสิ้นเดือน อย่าเพิ่งกดออกมาใช้ ให้รอถอนวันที่หนึ่งเดือนถัดไป เพื่อจะได้ดอกเบี้ยธนาคารมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยมาคิด ณ สิ้นเดือนนั่นเอง
โดยเฉพาะบัญชีออมทรัพย์ ต้องจำ 30 มิ.ย. และ 31 ธ.ค. ให้แม่นๆ

สาเหตุที่ตู้ เอทีเอ็ม กลืนบัตรเอทีเอ็ม หรือดูดเงินสดของคุณเข้าไปอีกครั้ง
ความเชื่อ - 1.1 ขณะที่ตู้เอทีเอ็ม เด้งบัตรคืนกลับมา เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ...งั้นรับโทรศัพท์ก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยหยิบบัตร
1.2 ขณะที่ตู้เอทีเอ็มเด้งเงินสดที่คุณ ต ้องการกดออกมา แต่คุณปวดท้องเบา ...งั้นแอบทำธุระข้างตู้ก่อนดีกว่าเดี๋ยวค่อยหยิบเงิน
ความจริง - ตู้เอทีเอ็ม จะให้เวลารับเงิน หรือรับบัตรเอทีเอ็มคืน เพียง 15 - 20 วินาทีเท่านั้น ถ้าไม่รีบดึงเงิน หรือบัตรออกมา ทั้งสองอย่างจะถูกตู้ดูดกลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยของเงินและบัตร ดังนั้นกรณ ีที่คุณลืมจริงๆ คนที่ต่อคิวคุณก็จะหยิบไปไม ่ได้นั่นเอง
ทางแก้ - โทร.ติดต่อธนาคารที่คุณเปิดบัญชีไว้ทันทีเพื่ออายัดบัตร หรือเพื่อขอเงินคืน

ใช้บัตรเอทีเอ็ม ที่ตู้ของธนาคารอื่น แล้วโดนตู้นั้นกลืนบัตรเข้าไป
ความเชื่อ - แจ้งอายัดบัตรไว้ก่อน แล้วขอรับบัตรคืนภายหลังได้
ความจริง - ไม่ได้ ธนาคารทุกธนาคารไม่คืนบัตรเอทีเอ็มของต่างธนาคารให้ (ถึงจะอ้างว่าจะไม่ ใช่ความผิดของคุณเลยก็ตาม) ทั้งนี้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
กรณีที่อาจได้คืน คือ หากตู้เอทีเอ็มนั้นตั้งอยู่หน้าธนาคาร แล้วคุณโชคดีที่พบกับเจ้าหน้าที่มีใจ (คือทั้งใจดีและเข้า ใจ) ก็อาจให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษให้

ขอทำบัตรเอทีเอ็มใบใหม่ โดยไม่ได้บอกความประสงค์ว่าต้องการบัตรประเภทใด
ความเชื่อ - เดี๋ยวจนท.ธนาคารคง ถามเราเอง ว่าต้องการบัตรแบบไหน แล้วค่อยทำบัตรให้ตามที่เราต้องการ
ความจริง - จนท.ธนาคาร(อาจ)ไม่ถามแล้วเลือกบัตรที่มีค่าแรกเข้า/ค่าธรรมเนียมรายปีแพงที่สุดให้ เพราะถือว่าเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควร
สิ่งที่ควรทำ - เอ่ยปากถามจนท.หรือศึกษาให้แน่ใจก่อนว่าคุณต้องการบัตรแบบใด ค่าแรกเข้า/รายปีเท่าไหร่ /เวลาถูก ตู้เอทีเอ็มกลืนเข้าไปขอรับคืนบัตรได้มั้ย

ค่าธรรมเนียมการถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารอื่น
ความเชื่อ - มีค่าธรรมเนียมเฉพาะ กดถอนเงินที่ตู้ธนาคารอื่น แต่ตรวจสอบยอดไม่มี ค่าธรรมเนียม
ความจริง - มี ทั้งสองกรณี คือ ในแต่ละรอบเดือน ทั้งการถอนเงินและสอบถามยอดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารอื่น ครั้งที่ 5 เป็นต้นไปคิดครั้งละ 5 บาท


บัตรเอทีเอ็มที่มีวงเงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
ความเชื่อ - สามารถใช้บัตรนี้ ติดต่อโรงพยาบาล กรณีเกิดอุบัติเหตุ เช่น มีดบาด น้ำร้อนลวก หกล้มได้
ความจริง - ไม่ได้ การรับเงินค่าชดเชยตามวงเงินคุ้มครอง ต้องเป็นกรณีตายด้วยอุบัติเหตุเท่านั้น หรือหากยังไม่ตายต้องพิการถาวร เช่นแขนขาด ขาขนาด ตาบอด...ถาวร
บางบริษัทประกันอาจมีเงื่อนไขระบุ ว่า คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะซ้อนหรือขับขี่ด้วยซ้ำ จึงต้องตรวจสอบให้ดี

เจ้าของบัญชีนอนป่วย เซ็นชื่อไม่ได้ มอบอำนาจไม่ได้ จะถอนเงินได้หรือไม่ ถ้าไม่มีบัตรเอทีเอ็ม
ความเชื่อ - ธนาคารอาจอนุโลมให้แปะโป้งแทนการเซ็นชื่อได้ เพราะเห็นว่าป่วยอยู่
ความจริง - ไม่ได้ หากเปิดบัญชีด้วยการเซ็นชื่อ ตัวอย่างลายเซ็นที่สมุดบัญชีเป็นหลักฐานเดียวที่ธนาคารใช้ตรว จสอบตัวบุคคล ได้ การแปะโป้งจึงไม่สามารถอนเงินได้เพราะไม่มีตัวอย่างแปะโป้งให้ไว้กับธนาคาร กรณีที่เจ้าของบัญชีนอนป่วยไม่รู้เรื่องราว บุคคลอื่นจึงถอนเงินแทนไม่ได้ จนกว่าจะหายเป็นปกติหรือเสียชีวิต ญาติจึงนำหลักฐานติดต่อรับเงินได้ ได้แก่ 1)หนังสือแต่งตั้งผู้ จัดการมรดก (กทม.ติดต่อศาลแพ่ง ถ.รัชดา/ต่างจังหวัดติดต่อศาลประจำจังหวัด)2) ทะเบียนบ้าน 3) ใบมร ณบัตร 4) สมุดบัญชี

หากเผลอแจ้ง เลขที่บัญชี และเลขที่บัตรประชาชนให้กับมิจฉาชีพที่โทรมาหลอก
ความเชื่อ - รีบอายัดบัตรเอที เอ็ม และสมุดบัญชี เงินในบัญชีจะได้ปลอดภัย
ความจริง - ไม่จำเป็นต้องอายัด ถ้า..บัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชี และ บัตรประชาชนตัวจริงทั้งหมดยังอยู่กับตัวคุณเอง
มิจฉาชีพไม่สามารถถอนเงินจากบัญชี ได้อยู่แล้ว เพราะการถอนเงินที่ตู้ ต้องใช้บัตรเอทีเอ็ม
และการถอนเงินที่สาขา ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง และสมุดบัญชีตัวจริง ติดต่อด้วยตนเองเท่านั้น
ปัญหาคือ ตามแผนของมิจฉาชีพเท่าที่พบคือ โทรเข้ามาอีกครั้ง เพื่อหลอกว่ามีเง ินโอนเข้าบัญชี ขอให้คุณไปตรวจสอบยอดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม
โดยมันจะคอยบอกวิธีขณะคุณทำรายการ ที่ตู้ ซึ่งมันหลอกว่าเป็นทางลัดในการตรวจสอบ แต่ความจริงเป็นการกดโอนเงินออกไปให้บัญชีมิจฉาชีพ เหยื่อหลงทำตามด้วยความไม่รู้ เพราะหน้าจอเป็นเมนูภาษาอังกฤษ
บางครั้งมันก็หลอก(อีก)ว่า ต้องโอนเงินออกมาที ่บัญชีเลขที่นี้ก่อน เพราะเงินในบัญชีเต็ม (คิดได้ไง?)เพื่อจะได้โอนเงิน เข้าไปในบัญชีเหยื่อได้ ซึ่งความจริง คือ หลังจากโอนเงินออกไปให้มันแล้วก็ไม่มีเงินโอนเข้ามาเลย
สิ่งที่ควรทำ - ต้องมีสติ เมื่อรับโทรศัพท์เสมอ เห็นว่าท่าไม่ดี กดวางสายทันที! (คุณลิขิตชีวิตได้ด้วยปลายนิ้ว)

การคิดดอกเบี้ยปรับ สินเชื่อกู้บ้าน (จ่ายช้าไปนิด ทำไมเบี้ยปรับ..บานกว่าที่คิด)
ความจริง - อัตราดอกเบี้ยปรับ คิดจาก เพดานดอกเบี้ย ลบ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ได้รับ
ซึ่งแต่ละธนาคารกำหนดเพดานดอกเบี้ย ไม่เท่ากัน บางธนาคาร 15% บางธนาคาร 19%
ดังนั้น ต้องรู้เพดานดอกเบี้ยของธนาคารนั้นก่อน แล้วนำ เพดานดอกเบี้ย ลบ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ได้รับ
สมมติ....ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้ คือ 4% แต่เพดานดอกเบี้ยของ ธนาคารนั้นๆ อยู่ที่ 19% เท่ากับว่าดอกเบี้ย ปรับ ตกวันละ 15% ต่อปีต่อวัน!!

ความบานปลายของดอกเบี้ยปรับ อยู่ตรงจุดนี้ คือ & nbsp;คิดจากยอดหนี้คงเหลือทั้งหมดที่กู้มา!!!!
นั่นคือ ถ้ากู้บ้านเป็นเงิน 3.3 ล้าน และเพิ่งผ่อนไป จนเหลือหนี้ที่ 3 ล้านบาท ธนาคารจะนำดอกเบี้ยปรับมาคำนวณจากยอดหนี้ตัวนี้ นั่นคือ (15% x 3,000,000)/365 = ดอกเบี้ยปรับ 1,233 บาทต่อวัน
แล้วนำยอดนี้ไปคิดดอกเบี้ยในทุกๆวัน ที่เลยกำหนดมานั่นเอง
ข้อควรระวังคือ ธนาคารอาจบอกคุณว่า สามารถชำระเลยกำหนดได้ 7 วัน ไม่คิดเบี้ยปรับ (ถือเป็น 7 วันทอง)
แต่คุณต้องนับให้เป็น คือ นับวันที่กำหนดชำระ ถือเป็นวันที่ 1 เลย แล้วนับต่อไปอีก 6 วัน ถ้าจ่ายทันภายในวันดังกล่าวนี้จะไม่ถูกปรับ
เช่น กำหนดชำระทุกสิ้นเดือน ระยะปลอดดอกเบี้ยปรับคือ ภายในช่วงวันที่ 31ถึง6 หรือ 30ถึง5
แต่ถ้าช้าไปเพียงวันเดียว ดอกเบี้ยปรับอาจ มโหฬาร เพราะธนาคารเริ่มปรับโดยนับย้อนตั้งแต่วันกำหนดชำระ เป็นวันแรกนั่นเลยทีเดียว
นี่คือสาเหตุว่าทำไม จ่ายเกินวันที่ปลอดดอกเบี้ยแค่วันเดียว แต่ ธนาคารกลับคิดดอกเบี้ย เป็น 8 วัน เพราะเวลาคิดดอกเบี้ย ถือว่าคิดตั้งแต่วันกำหนดชำระนั่นเอง

การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต (เหลือยอดค้าง ชำระแค่นิด ..เบี้ยปรับกลับ บานกว่าที่คิด)
ความเชื่อ - คุณรูดไป 900,045 บาท ชำระไปแล้ว 900,000 บาท ขาดอีกเพียง 45 บาทค้างชำระไว้ คิดว่าเดี๋ยวค่อยจ่ายรอบหน้า ดอกเบี้ยคงไม่เยอะ
ความจริง - ธนาคารคิดเบี้ยปรับจากยอดที่คุณรูดไป (ไม่สนใจดูว่าเหลือ ยอดค้างชำระไว้เท่าไหร่) ดังนั้น ดอกเบี้ยปรับคิดจากยอด 900,045 บาท ไม่ใช่ยอดค้างชำระ

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เหตุการณ์สุดคลาสสิคของอาชีพโปรแกรมเมอร์ แบบขำขำ

☻ โปรเจ็คที่ได้รับมักจะดูเหมือนง่ายในตอนแรก แต่สับสนวุ่นวายในตอนสุดท้าย
☻ การให้โปรแกรมเมอร์ทำเอกสาร เปรียบเสมือนเอานาวิกโยธินสหรัฐไปประกวดนางสาวไทย
☻ ตอนเขียนโปรแกรมเอง Test เอง ไม่เจอ Bug แต่ตอนไป Test กับลูกค้าเสือกเจอ!!!
☻ ตอน Test กับลูกค...้าเหมือนจะไม่มีบั้กแล้ว พอเริ่มใช้งานระบบจริง :X... ดูเพิ่มเติม เสือกเจอ!!!
☻ พอโปรแกรมพังตอนใช้งานจริง โปรแกรมเมอร์มักเอ่ยว่า “ตอน Test ไม่เห็นเป็นเลย” แล้วก็จบด้วยการทำหน้างงๆ แสดงให้เห็นว่า ผมไม่รู้จริงๆนะเว้ย
☻ ประเมินเวลาของโปรเจ็ค 10 วัน ไม่ใช่การเขียนโปรแกรม 80 ชั่วโมงต่อคน แต่อาจะเป็น 100ชั่วโมงต่อคน หรือมากกว่านั้น
☻ Programmer เก่งกาจจะเป็น System Analyst ทำเอกสารได้ห่วยแตก
☻ Programmer ที่เก่งกาจมันพูดภาษาคนแล้วเข้าใจยาก
☻ System Analyst ที่ทำเอกสารได้เก่งกาจ มักจะเคยเป็น Programmer ที่เขียนโปรแกรมได้ห่วยแตกมาก่อน
☻ ลูกค้าไม่เคยให้ Requirement ครบ ลูกค้าคือพระเจ้า
☻ นอกจากลูกค้าแล้ว Google ก็เป็นพระเจ้าเหมือนกัน
☻ งาน Coding ไม่เคยเสร็จก่อนกำหนด
☻ ออกแบบระบบจนเสร็จ แล้วค่อยเขียนโปรแกรม เป็นแค่เรื่องในฝันเท่านั้น (สำหรับคนไทย)
☻ คนให้ Requirement จริงๆ มักจะไม่ค่อยอยากได้ระบบ IT หัวหน้ามันนั้นแหละ อยากได้
☻ บางที Bug ก็ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการคำจำกัดความ
☻ Bug ก็เหมือนความรัก มองไม่เห็น แต่รู้สึกถึงมันได้ ไม่มี OT มีแต่ O-Free
☻ Project ที่ โปรแกรมเมอร์ปั่นงานจะจนดึกดื่น มักจะมี Bug เยอะ ถึงเยอะมาก
☻ ลูกค้ามักจะขี้เกียจ Test โปรแกรมของมันเอง แต่พอใช้งานจริงแล้วเจอ Bug ชอบมางอแง
☻ เขียนโปรแกรมช้า ใช่ว่าจะไม่มี Bug เขียนโปรแกรมเทพ ใช่ว่าจะไม่มี Bug
☻ สรุปว่าเขียนยังไงโปรแกรมก็มี Bug
☻ การแก้ Code ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าปวดกบาลมาก
☻ Code ยิ่งเทพเท่าไหร่ แก้ Bug ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
☻ และคนเขียน Code เทพ มักจะโดนสาปแช่งจาก Programmer ที่ต้องมาแก้งานมัน
☻ ถ้าโปรแกรมช้า เราจะโทษว่า Server ไม่ดี
☻ System Analyst ที่แก้ Design บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันเปลี่ยน”
☻ System Analyst ที่เพิ่ม Requirement บ่อยๆ มักจะอ้างกับ Programmer ว่า “ก็ลูกค้ามันขอเพิ่ม”
☻ Programmer ที่ทำงานไม่ทัน มักจะอ้างว่าประเมินเวลามาน้อยเกินไป
☻ Requirement สามารถเปลี่ยน เพิ่ม ได้ตลอดเวลา แต่มันไม่มีทางลดลงแน่นอน
☻ การเล่น Internet ไร้สาระ คือการผ่อนคลาย
☻ การเล่น msn คือการผ่อนคลาย
☻ การเล่น social network เป็นการผ่อนคลาย
☻ ด่าลูกค้าเป็นความบันเทิง และผ่อนคลาย
☻ Internet มีทุกอย่างที่โปรแกรมเมอร์ต้องการ
☻ พิมพ์สัมผัสได้ เป็นผลจาการ Chat อันหนักหน่วง
☻ มีความเชื่อว่า ถ้าพิมพ์คีย์บอร์ดด้วยความรุนแรง จะดูเท่
☻ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า โปรแกรมเมอร์ทำได้ทุกอย่างที่เกียวกับ computer
☻ ดังนั้น โปรแกรมเมอร์เป็นที่พึ่งให้ เพื่อนๆ พ่อ แม่ พี่น้อง อากง อาม่า เวลามีปัญหากับเทคโนโลยีใหม่ๆ
☻ ไม่มีโปรแกรมเมอร์คนไหน กลับบ้านตรงเวลาตลอด
☻ ชีวิตจะบัดซบทุกครั้ง ที่ไฟดับ
☻ ตอน Present โปรแกรมให้ลูกค้าดู ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนทุกครั้ง
☻ เวลาขี้เกียจแก้งาน โปรแกรมเมอร์จะบอกว่า “Code ตรงนี้ผมไม่ได้เป็นคนเขียนครับ”
☻ เวลาโปรแกรมมีปัญหา ลูกค้ามักจะบอกว่า “ยังไม่ได้ไปทำอะไรมันเลยนะ อยู่ๆก็ใช้ไม่ได้”
☻ โปรแกรมเมอร์ว่างงาน มักง่วงตอนสายๆ หรือบ่ายๆ คาเฟอีนคือยาวิเศษ
☻ การนั่งหลับเวลาง่วงมักไม่ค่อยได้รับความยอมรับจากหัวหน้าปล.และอื่นๆอีกมากมาย

ที่มา: forward mail

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อีืกหน่อย เราก็ตายจากกัน......แล้วนะ - ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก เกตุเสพย์สวัสดิ์


1. คนเรา อายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

อุแม่เจ้า.........
แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวนในเชิงตัวเลข

*ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน

*เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
*หนังอีก หลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู

ความรู้สึกในใจอีกมาก มายที่ยังไม่เคยบอก

พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยัง ไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม
สองหมื่น กว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบน พื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!

อุแม่เจ้าเทค 2

คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึง สามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยก นาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมัน คือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ชั้นกำลัง ทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่
เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืน วันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......

คำนวณเองบ้างซิ ว้อยย.....

เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา ( ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่ ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี .....
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อนั่งเอา
หัวตาก แอร์ไปวัน ๆ ยอม ให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า ' เงิน เดือน '
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน

เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความ
รู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า
และอีกหลายคนนิยม กิจกรรม ' ฆ่าเวลา ' ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ...... แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว .... เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสน ล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอม ตาย
แต่ให้รีบ ทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ ) ตายแล้ว
ใช้เวลา ( ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็น กอดครั้งสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล

....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพู พร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อ กี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก

รีบ แยกย้ายไปใช้เวลาที่ เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ ทำ

เดี๋ยวตายซะก่อน .... เสียดายแย่

โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ธรรมะกับการทำงาน ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ดีมากมาย...
อนุโมทนาบุญ ผู้ที่ฟอร์เวิร์ดมาให้ และผู้ที่จะฟอร์เวิร์ดต่อไป...สาธุ
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ
๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา!
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว ่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างในกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต ์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบ ด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสด งว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เนื้อเพลง..เต่ากับกระต่าย

เนื้อเพลง..เต่ากับกระต่าย
ศิลปิน ดอกไม้ป่า
คำร้อง ทำนอง มนตรี ผลพันธิน

เต่าตัวลายเดินย้ายโคลงเคลง
กระต่ายฮัมเพลงเดินสวนทางมา
ให้นึกขำขันเจ้าเต่าท้องนา
เชื่องช้าดั่งกับปลิง

มันจึงเปรยแกมเย้ยท้าทาย
แข่งความไวกันไหมเจ้าปลิง
เจ้านั่นชักช้าน่าเบื่อเสียจริง
ต่อให้วิ่งไปก่อน

เพราทะนงในตัวเกินไป
จึงหลงเอนกายพิงไม้พักผ่อน
สายลมโชยหวิวไหวไชชอน
กระต่ายเจ้าจึงนอนหลับปุ๋ยเย็นใจ

กระต่ายทะนงลุ่มหลงลืมตน
ตื่นมาจนอาทิตย์ลาไป
รีบลุกผลุนผลันดั้นด้นพฤกษ์ไพร
แต่ช้าไปแล้วสิ

แหล่งที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=yasinee&date=05-08-2007&group=60&gblog=7

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สูตรสมุนไพรแก้โรคเก๊าท์ จากชาวบ้าน

สูตรสมุนไพรแก้โรคเก๊าท์ จากชาวบ้าน
ใครเป็นเอาไปลองดูนะคะ

ส่วนผสม
1.
กล้วยน้ำว้าสุก 1 กก.
2.
มะเฟืองสุกรสเปรี้ยว 1 กก.
3.
ลูกยอสุก 1 กก.
4.
น้ำผึ้ง 1 กก.
5.
น้ำสะอาด 1 กก. หรือ 1 ลิตร

วิธีการทำ
นำกล้วยสุกมาปอกเปลือก แล้วหั่นมะเฟืองสุกตามขวางเป็นชิ้นบาง ๆ และลูกยอสุก นำทั้งหมดใส่ลงไปในโหลดอง แล้วเอาน้ำผึ้ง และน้ำสะอาดใส่ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีใช้
หลังจากหมักครบเดือนแล้ว นำมาดื่มโดยใช้น้ำเย็น1แก้ว ผสมกับน้ำสมุนไพร 1 ช้อนแกง (รสชาติจะเหมือนพวกเครื่องดื่มชูกำลัง) ดื่มทุกวัน ๆ ละแก้ว ไม่นานอาการโรคเก๊าท์จะทุเลาลง และผิวพรรณจะสดใส ดูเป็นหนุ่มขึ้นครับ

ที่มา : Forward Mail

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

ขั้นตอนการขอเปลี่ยนชื่อตัว

การเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อรอง
ตาม พ.ร.บ. ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 บุคคลสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลและจะมีชื่อรองด้วยก็ได้
* ชื่อตัว คือ ชื่อประจำตัวบุคคล
* ชื่อรอง คือ ชื่อซึ่งประกอบถัดจากชื่อตัว
* ชื่อสกุล คือ ชื่อประจำวงศ์สกุล

หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวและชื่อรอง
ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
ต้องไม่เป็นคำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย
ต้องไม่มีเจตนาในทางทุจริต
ผู้ได้รับหรือเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดยมิได้ถูกถอด จะใช้ราชทินนามตามบรรดาศักดิ์เป็น ชื่อตัวจริง ชื่อรองก็ได้

เอกสารประกอบการดำเนินงาน
1. สำเนาทะเบียนบ้าน
2. บัตรประจำตัวประชาชน
3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)

ขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อตัว
* ผู้ยื่นคำขอตามแบบ ช1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
* นายทะเบียนท้องที่ตรวจสอบคำขอกับทะเบียนบ้าน และชื่อที่ขอเปลี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
* กรณีอนุญาตสำหรับบุคคลสัญชาติไทย นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยน ชื่อตัวชื่อรอง (แบบช.3) ให้เป็นหลักฐาน
* กรณีบุคคลต่างด้าว นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าวให้ เพื่อประกอบหลักฐานการแปลงชาติ หรือคืนสัญชาติเป็นไทยเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นายทะเบียน ท้องที่ จึงออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองให้เป็นหลักฐาน และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 25 บาท
* เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้ผู้ขอนำหนังสือดังกล่าวไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและ หลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย

แหล่งที่มา : http://www.kumled.com/nam4.asp

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ในวันที่คุณท้อ...คุณเป็นแบบไหน

วันนี้นั่งค้นหาเอกสารในเครื่องคอมพิวเตอร์ บังเอิญไปเจอไฟล์ที่เคยได้รับ Forward mail เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่กำลังท้อหรือมีปัญหาประดังเข้ามา ไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ยังไง ลองอ่านดูนะคะ

วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบ่นถึงชีวิตอันแสนรำเค็ญให้พ่อฟังว่า . . . เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ

ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อ 3 ใบ ด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายให้กับลูกสาวเลย
ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิด และหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร 20 นาทีผ่านไป พ่อก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า ลูกเห็นอะไรบ้าง
แครอท ไข่ กาแฟ
เธอตอบ

เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัส แครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่ นั้นได้ต้มจนสุกแล้ว ท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบ กาแฟ ดู เธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น
แล้วก็ถามพ่อ ว่า นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ?”
พ่ออธิบายว่าเราได้กระทำต่อ 3 สิ่ง นี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน จากเดิม แครอท ดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ไข่...ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆ คอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป . . .

พร้อมกันนี้ พ่อยังถามลูกสาวว่า แล้วลูกล่ะเมื่อความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไร ลูกจะเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ”?
ถ้าเป็น แครอท แม้จะดูแข็งโป๊ก แต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอ และสูญเสียเรี่ยวแรง และกำลังไป

หรือจะเป็น ไข่
ซึ่ง ดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ . .แม้เปลือกภายนอกยังคงเดิม แต่หัวใจ และจิตวิญญาณของอาจปวดร้าว และแข็งแกร่งขึ้นก็เป็นไปได้

หรือหากคุณเหมือน กาแฟ
เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น หากเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว ยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย.

แหล่งที่มา : http://share.psu.ac.th/blog/startblog/2934

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

เริ่มต้นใหม่ และวิธีสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง

ในหลายๆ ครั้ง คนเรามักจะยึดติดกับความคิดเดิมๆ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่แน่นอนของอนาคตที่เกิดขึ้น ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแบบที่กล่าวมาข้างต้น แต่แล้ววันนึงก็ต้องเปลี่ยนความคิด อาจจะเพราะว่า วัยที่มากขึ้น ภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องดิ้นรนไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

หวังใจไว้ว่าถ้าใครกล้าๆ กลัวๆ หรือเจออุปสรรคหนักๆ มาอ่านเจอบทความนี้ จงมีความกล้า และกำลังใจในการต่อสู้ปัญหาและกล้าข้ามไปได้นะคะ และวันนี้มีวิธีสร้างกำลังใจมาฝากนะคะ ใครจะหยิบไปใช้ ไม่สงวนสิทธิจ้า

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทำคุณแข็งแกร่งและเข็มแข็งขึ้น (*^ _^*)

1. ให้กำลังใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่า คุณยังมีหวัง คุณยังมีความสามารถที่จะฝ่าฟันความรู้สึก แย่ๆ นี้ไปได้ . . . เข้มแข็งเอาไว้!

2. บอกใครสักคนให้รับรู้ เพื่อแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน . . .แต่ถ้าหาไม่ได้ กระดาษกับดินสอใกล้มือ เขียนระบายความไม่สบายใจ อารมณ์ที่สลดหดหู่ทั้งหมดลงไป การระบายแบบนี้ จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยุคนี้เป็นยุคไอที จะเขียนในสมุดบันทึกออนไลน์ก็ไม่ผิดกติกาอะไร

3. มองหาข้อดีของตัวเอง คนทุกคนจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง คุณอาจจะถูกใคร ต่อใครต่อว่ามามากมาย แต่ที่พึ่งสุดท้าย ก็คือ ตัวคุณเอง ดังนั้นขอให้นึกถึงสิ่งดีๆ ที่ตัวเอง ได้เคยทำมาตั้งมากมาย เราทำแบบไม่ได้หวังผลอะไร คิดแต่ว่าทำเพราะอยากทำ ทำแล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น คุณก็มีความรู้สึกอิ่มใจ สบายใจที่ได้ทำ

4. มองโลกในแง่ดี สิ่งที่คุณเจอมันไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด ถึงมันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ขนาดไหน แต่คุณก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ และท้ายสุดมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์สอนใจให้คุณ เข้มแข็งขึ้น

5. อย่าลังเลที่จะเข้าไปหาคนที่เขารักคุณ และบอกกับเขาว่าคุณกำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน และคุณต้องการอะไร เขานั่นแหละที่จะเป็นผู้ให้กำลังใจคุณได้เป็นอย่างดี

6. หากิจกรรมทำ อย่าให้ตัวเองอยู่ว่างๆ เฉยๆ เมื่อคุณอารมณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วให้ลุกขึ้นสู้ ต่อไป เริ่มจาก "ตั้งใจ" ที่จะทำอะไรสักอย่างให้กับตัวเองหรือคนใกล้ชิด

7. ลงมือลงแรง ทำกิจกรรมที่จะฆ่าเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ งานบ้าน งานอดิเรก ลงมือแล้วคุณจะรู้ว่า "คุณทำได้!" ยังไม่ได้ด้อยศักยภาพไปอย่างที่คุณคิดทั้งหมด

8. วางแผนอนาคต ดูสิว่าคุณอยากทำหรือต้องทำอะไรบ้าง เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเองและใช้ ความสามารถให้เต็มที่ และถ้าหากจะต้องล้มอีกคราวหน้า คุณจะได้หายามารักษาแผลให้หาย ได้เร็วยิ่งขึ้น ...

แหล่งที่มา : Forward Mail