nuffnang

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว Vital Star


น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวสกัดจากธรรมชาติ ไร้สารเจือปน

  • ต้านมะเร็ง อัมพฤกษ์-อัมพาต
  • โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต
  • มีบุตรยาก เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มดลูกแข็งแรง-กระชับ
  • คอเลสเตอรอล เส้นเลือดตีบ
  • อัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม
  • พาร์กินสัน ธาลัสซีเมีย
  • ฟื้นฟูสุขภาพ ชะลอความชรา
  • บำรุงสมอง บำรุงร่างกาย
  • ลดน้ำหนัก ได้ 10-15 กก. ภายใน 3 เดือน ทำให้คุณมีรูปร่างเพรียวสมส่วน
  • ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
  • ลดอาการปวดหลัง
  • ลดระดับ LDL คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
  • เพิ่มระดับ HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ความดันโลหิตลดลง และลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • บำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและความจำ
  • ช่วยให้ผิวหนังสดใส
  • ช่วยอาการผิดปกติของชาย, หญิง วัยเจริญพันธุ์ และวัยทอง
  • ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่าง ๆ และป้องกันการเกิดมะเร็ง
  • ลบเลือนริ้วรอยด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้า และ กระ
  • ลดภาวะท้องผูก ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ช่วยให้นอนหลับสบาย

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

• กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ

• กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย

• กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

• กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ33%

• กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

• กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมากมหัศจรรย์จากธรรมชาติ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจากผลการศึกษาวิจัยและการประกาศรับรองจากสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงเลยนะคะ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆให้แก่ผู้ที่เรารัก เช่น คุณพ่อ, คุณแม่ หรือแม้แต่ตัวเราเองค่ะ เพราะเป็นน้ำมันที่อุดมด้วยประโยชน์มากมาย ประกอบไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ ดังนี้

1.สาร Gamma Oryzanol ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต โดยลดปริมาณคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในตับและเลือดเป็นผลให้ความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดลดลง รวมทั้งช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือดในสมอง หัวใจ ไต และต่อมลูกหมาก มีผลป้องกันไม่ให้อ้วนขึ้น

2. กลุ่มโทคอล ซึ่งอยู่ในรูปของ โทโคเฟอรอล และโทโคไทรนีนอล ซึ่งอยู่ในวิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น เช่น เซลล์ผิว เซลล์เม็ดเลือดและเซลล์สมองในร่างกายมนุษย์ให้แข็งแรงขึ้นและชลอความชราก่อนวัย โดยเป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน

3.Phospholipid กรุ๊ป ซึ่งประกอบด้วยสารเลซิติน Lyssolecithin Cephalin ซึ่งช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆของประสาทและระบบสมองให้มีความจำดีขึ้น

4.Essential Fatty Acid ซึ่งประกอบด้วยโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยฟื้นฟูเซลลืสมองได้ดีขึ้น ส่วนโอเมก้า 3 เป็นสารสำคัญที่ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงขึ้น โดยไปช่วยสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังให้ผิวหนังแข็งแรงและสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นโดยธรรมชาติ

5. Ceramide (เซราไมด์) จะทำให้ผิวพรรณสวยงามเปล่งปลั่งเช่นกัน ซึ่งปกติจะพบมากในเด็กและจะเห็นว่าผิวพรรณดี อย่างไรก็ตามเมื่อโตขึ้นสารนี้จะเริ่มน้อยลง แต่จะมีมากในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมาทดแทน

6.อยู่ในรูปแบบวิตามิน B-Complex ซึ่งประกอบด้วยสารเมลาโทนิน ที่ช่วยในการนอนหลับได้เป็นอย่างดี และแคลเซียมก็ช่วยซ่อมแซมเซลลืที่สำคัญๆได้อย่างดี เช่น เซลล์ของเส้นผมและเล็บ ให้แข็งแรงและงอกงามขึ้นด้วยเช่นกัน

ซึ่งสารสำคัญที่มีอยู่มากมายนั้นจะถูกทำลายโดยกรรมวิธีในการสกัดน้ำมันค่ะ อย่างเช่น ในน้ำมันรำข้าวแบบขวดสำหรับปรุงอาหาร ซึ่งเป็นน้ำมันรำข้าวผ่านกรรมวิธี และยิ่งต้องผ่านความร้อนจากการปรุงอาหารด้วยแล้ว สารอาหารก็จะยิ่งลดลงมากค่ะดังนั้นหากจะคงคุณค่าต่างๆเหล่านี้ไว้ต้องเป็นน้ำมันที่สกัดด้วยวิธีการพิเศษ จึงทำให้สารที่มีความสำคัญต่างๆยังอยู่ และนอกจากนี้ สารสำคัญหลายตัวนั้น ยังเป็นสารที่พบได้ใน "ข้าวไทยเท่านั้น" อีกด้วยค่ะน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดย รศ.ดร. สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณะบดีคณะแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และ 1 ใน 12 ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของสหประชาชาติ ผู้วิจัยน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจนโด่งดังขายดีมากใน U.S.A. และยุโรป

โดยสรุปน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดูแลสุขภาพ 4 เรื่อง ดังนี้

1. เรื่องเกี่ยวกับสมอง

ช่วยลดอาการเครียด ปวดหัว ไมเกรน นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม เสริมสร้างเซลล์สอง โดยรับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล,เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหาร ภายใน 1-2 วันจะเห็นผลชัดเจนในเรื่องของความเครียด นอนไม่หลับ*หากใครทาน 4 แคปซูลต่อวันแล้วมีอาการมืนงง ให้ลดเหลือ 2 แคปซูล เนื่องจากคนๆนั้นตอบสนองต่อน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวดีมากจนเส้นเลือดในสมองขยายตัวมากเกินไป จนเลือดไปเลี้ยงสมองมากเกินไป (แต่จำนวนน้อยมากๆที่มีอาการเช่นนี้)

2. โรคเสื่อม เช่น

ไขมันในเส้นเลือด ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ เก๊า อัมพฤต มือเท้าชา อาการวัยทอง ให้ทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผล ให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)

โรคมะเร็งขั้นที่ 1-2 รับประทานเป็น 9 แคปซูลในสัปดาห์ที่ 2

3. โรคอักเสบ เกี่ยวกับข้ออักเสบ ผิวหนังอักเสบ อื่นๆ รับประทานวันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 แคปซูล, เย็น 2 แคปซูล) หลังอาหารใน 7 วันแรก หากยังไม่เห็นผล ให้เพิ่มเป็น 6 แคปซูลต่อวัน (เช้า,กลางวัน,เย็น)

4. การต้านอนุมูลอิสระ จะมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระดีกว่าพวกน้ำมันตับปลาถึง 60 เท่า ทำให้อาการที่เกิดจากอนุมูลอิสระไปทำลายจนโรคเสื่อมเกิดน้อยลง เช่น หากอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์ตับอ่อน ทำให้การสร้างอินซูลินบกพร่อง จึงเกิดเบาหวาน หากไปทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดรอยแผลที่ผิวหลอดเลือด ทำให้ไขมันไปเกาะง่าย จึงเกิดไขมันอุดตัน

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อาหารเช้า...ใครว่าไม่สำคัญ


     มีโอกาสได้ดูรายการจุดเปลี่ยน ซึ่งนำเสนอเรื่อง มหัศจรรย์อาหารเช้า เลยทำให้รู้ตัวว่ากินอาหารเช้าผิดหลักโภชนาการไปมาก
     โดยปกติคนทั่วไปมักคิดว่าอาหารเช้าไม่สำคัญ จึงมักที่จะไม่กินอาหารเช้า มีเหตุผลหลายประการก็คือ การที่ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องเร่งรีบไปเรียนหรือทำงาน ไม่เห็นความสำคัญของอาหารเช้า ต้องการที่จะลดน้ำหนัก หรือบางคนอาจจะกินแต่กินผิดหลักโภชนาการ เช่น ตัวคนที่เขียนบันทึกเอง มักจะดื่มนม กับขนมปัง 1 แผ่น หรือ กินข้าวเหนียวกับหมูปิ้ง (ก็มันอร่อยนี่น่า...) ประเภทกินตามใจปาก เลยทำให้กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่  แต่ทางรายการจุดเปลี่ยนก็มีนำนักโภชนาการ มาไขข้อข้องใจว่า อาหารแบบได้ไหนเหมาะสมที่จะกินเป็นอาหารเช้า ซึ่งไม่คิดเลยว่า "ก๋วยเตี๋ยว" จะเป็นอาหารเช้าที่ดีและครบ 5 หมู่ (ของชอบเราเลย สงสัยต่อไป เช้า-เที่ยง-เย็น โซ้ยแต่ก๋วยเตี๋ยวแน่เรา) หรือถ้าจะดื่มนมกับขนมปัง ก็ยังพอได้อยู่ เพียงแต่ต้องเพิ่มผลไม้ไปในมื้อเช้าด้วย เช่น มะละกอ กล้วยน้ำว้า

     ก็เลยได้ข้อสรุปว่า การกินอาหารเช้าที่ถูกหลักโภชนาการ  จะต้องกินให้ครบอาหารหลัก 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ (ไม่ถึงกับต้องเต็มอัตราศึกเหมือนมื้อกลางวัน-เย็นก็ได้) เพียงแค่อาหารที่ง่ายๆ แต่ครบ 5 หมู่ จะช่วยบำรุงสมองและร่างกายให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น

    เพื่อสุขภาพที่ดีขอให้ทุกท่านเอาใจใส่กับมื้อเช้าด้วยนะคะ

ท้องผูกไม่ใช่เรื่องเล็กๆ


     ท้องผูก เป็นอาการที่มักจะเกิดกับผู้เขียนบันทึกเป็นประจำ ทั้งที่ตัวเองก็รับประทานผักมากพอสมควร แต่ทำไมถึงยังมีอาการนี้อยู่ ก็เลยมานั่งคิดถึงสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ก็เลยนึกได้ว่า ทานแต่ผักก็มากโขแล้ว แต่ไม่ค่อยจะได้ดื่มน้ำ เพราะว่าเวลาทำงานมักจะไม่ค่อยชอบลุกเดินไปหาน้ำดื่ม ประมาณว่า งานกำลังติดพัน ไอเดียกำลังบรรเจิด ไม่อยากจะให้กระบวนการคิดขาดตอน และเหตุผลอะไรอีกร้อยแปดพันเก้า
     ตอนนี้ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการหาขวดน้ำขนาดเกือบ 2 ลิตร พร้อมแก้วน้ำ 1 ใบ มาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงาน แล้วตั้งใจไว้ว่าจะต้องดื่มให้หมดทุกวันตอนนี้ทำมาได้เกือบ 3เดือนแล้ว นอกจากช่วยแก้ไขเรื่องอาการท้องผูกแล้วยังทำให้เรามีสุขภาพดี ผิวพรรณสดใสอีกด้วยนะคะ
     ด้วยความอยากรู้ว่านอกจากการไม่ชอบดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากพอแล้วยังมีสาเหตุอะไรอีกบ้าง เลยถามพี่ google ก็เลยข้อมูลเกี่ยวกับโรคท้องผูกหรืออาการท้องผูกมาฝากคะ

ท้องผูก

ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป มักเกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย และขาดการออกกำลังกาย ถ้ามีอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจบ่งชี้ว่าจะมีปัญหารุนแรงเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาวได้ ถ้าลำไส้ใหญ่ทำงานเป็นปกติ จะช่วยให้ขับถ่ายดี และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

มักเข้าใจผิดกันว่าคนเราควรถ่ายทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ถ่ายถือว่าท้องผูก แต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวัน บางคนอาจถ่ายวันละมากกว่า 1 ครั้ง หรือบางคนอาจถ่าย 3 วันครั้งก็ยังถือว่าลำไส้ทำงานปกติ

ท้องผูกมีลักษณะอาการ 2 แบบ คือ ท้องผูกแบบอ่อนแรง จะทำให้ลำไส้ไม่มีแรงบีบตัว เกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย และดื่มน้ำน้อยหรืออาจเกิดจากการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ส่วนท้องผูกแบบหดเกร็ง ลำไส้ใหญ่จะบีบตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ อาจเกิดจากปัญหาทางด้านจิตใจ หรือระบบประสาท สูบบุหรี่จัด หรือกินอาหารที่ทำให้ลำไส้ใหญ่ระคายเคือง หรืออุดตัน

การกินอาหารที่ทำจากแป้งขัดขาว หรือมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช) ต่ำ และมีผักผลไม้น้อยจะทำให้ร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ

ใยอาหารและอาหารจำพวกแป้งบางอย่างจะถูกย่อยสลายกลายเป็นกากในลำไส้ใหญ่ กากนี้จะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ขับอาหารที่ย่อยแล้วออกไปจากทางเดินอาหาร เครื่องดื่ม เช่น กาแฟ หรือผลไม้แห้ง เช่น ลูกพรุน จะมีสารประกอบบางอย่างที่ช่วยในการขับถ่ายได้

ถ้ากินอาหารที่มีกากในน้อยและดื่มน้ำน้อย สารอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่จะมีลักษณะแห้งแข็ง เนื่องจากน้ำในกากอาหารจะถูกดูดออกไป ทำให้ขับออกลำบาก ความดันภายในลำไส้ก็เพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง ยิ่งมีกากอาหารค้างอยู่ในลำไส้นานเท่าไร กากอาหารนั้นจะยิ่งแข็ง เพราะน้ำถูกดูดออกไปจนหมด ทำให้ขับถ่ายลำบากยิ่งขึ้น

การออกกำลังกายอยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ การทำกิจกรรมที่ต้องนั่งนาน ๆ อาจทำให้ท้องผูกได้ ท้องผูกยังเกิดจากการกลั้นอุจจาระจนติดเป็นนิสัย การใช้ยาระบายเป็นประจำ หรือติดต่อกันนาน ๆ อาจมีผลทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานผิดปกติ ดังนั้นควรใช้ยาระบายเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

สูตรอาหารแก้ท้องผูก

คนที่ท้องผูกง่าย มักพบว่ากินอาหารที่มีกากในน้อย เช่น อาหารจำพวกแป้งขัดขาว และไม่ค่อยได้กินผักหรือผลไม้สด ใยอาหารนั้นมี 2 ชนิด คือชนิดที่ละลายในน้ำ จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และโคเลสเตอรอลในเลือด และชนิดที่ไม่ละลายในน้ำจะช่วยป้องกันท้องผูกโดยเป็นตัวเพิ่มกากอาหารในลำไส้

วิธีป้องกันท้องผูกที่ดีที่สุดเราควรกินอาหารที่มีใยทั้ง 2 ชนิดนี้ตามธรรมชาติให้มาก และหลากหลาย สำหรับผู้เริ่มต้น ก่อนอื่นให้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (8-10 แก้ว) และหันมากินข้าวที่ขัดสีน้อยอย่างข้างกล้องแทนข้าวขัดขาว แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมาณข้าวกล้องให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะคุ้นกับการกินข้าวกล้องอย่างเดียว

ในตอนแรก ๆ อาจรู้สึกไม่สบายท้อง มีลมในท้องหรือท้องอืดมาก ส่วนขนมปังก็เลือกชนิดที่ทำจากแป้งไม่ขัดสีหรือขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว หรืออาจกินสลับกันไปมา

นอกจากนี้ยังอาจเติมรำข้าวสำเร็จรูป 2 ช้อนชาลงในโยเกิร์ต มูสลี่ หรือธัญพืชพร้อมบริโภค สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้าทุกวันติดต่อกัน 1 สัปดาห์ แล้วเพิ่มรำข้าวเป็น 3 ช้อนชาในสัปดาห์ต่อมา ทั้งนี้ควรกินผลไม้สดให้ได้วันละ 4-5 ส่วน (ผลไม้ 1 ส่วน เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ลูก หรือมะละกอ 10 คำ) และผักต่าง ๆ อีกประมาณ 4-6 ทัพพี

อย่างไรก็ตามคนแต่ละคนอาจต้องการใยอาหารในปริมาณที่ไม่เท่ากัน พยายามสังเกตว่าร่างกายขงตนเองต้องการใยอาหารมากเท่าไรจึงจะเพียงพอกับความต้องการ ไม่ควรพึ่งใยอาหารจากรำข้าวสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหารบางอย่างในระยะยาวได้ ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ายังคงมีอาการท้องผูกเร้อรังหรือปวดท้องแบบเป็น ๆ หาย ๆ

พึงบริโภคให้มาก
ผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก เช่น ฝรั่ง รวมทั้งผักใบเขียว ธัญพืช ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เพื่อให้ได้ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

พึงลดอาหารที่ทำจากแป้งขัดขาว


ที่มา : ข้อมูลจากหนังสือรู้คุณรู้โทษโภชนการการ รีดเดอร์ส ไดเจสท์

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

8 วิธีบริหารสมองให้สดชื่น

กระตุ้นความคิดแจ่มใสระหว่างวัน

1. ประสานงานสมอง การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8 วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้นและทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน


2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง วาง ขวดน้ำไว้ใกล้ๆ โต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียดเพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย


3. นวดจุดเชื่อมสมอง วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้ กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆ นวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส


4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่ ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้ ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง


วิธี นี้จะช่วยบริหาร กล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน อีกด้วย


5. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง


6. บริหารขา โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆ กดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง


เปลี่ยน จากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย



7. กดจุดคลายเครียด ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม กดค้างไว้ประมาณ 3 - 10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง


8. บริหารสมองด้วยการเขียน เขียน เส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีก


ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของ
สสส. และ วิชาการดอทคอม

แหล่งที่มา :

www.thaihealth.or.th

http://www.vcharkarn.com/varticle/39077

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ออกกำลังกาย 3 นาที หน้าจอคอมพิวเตอร์

ออกกำลังกายหน้าจอ สำหรับคนใช้คอมฯ

ง่ายๆ เพียง 3 นาที กับท่าออกกำลังกายที่ช่วยผ่อนคลายอาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงานหน้่าคอมพิวเตอร์ อาทิ ปวดตา ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะบรรเทาความเจ็บปวดได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย ลองดูสิจ๊ะ

http://www.youtube.com/watch?v=k0HPo_nZyNc



ที่มา : http://www.doctor.or.th/node/9293

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ความเครียดกับการบาดเจ็บของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

เห็น ชื่อเรื่องแล้วอย่าเพิ่งรู้สึกเครียดตามนะครับ เนื้อหาครั้งนี้อาจแตกต่างจากที่ผ่านมาพอสมควร เพราะทุกครั้งเป็นสิ่งที่พอจับต้องได้ และพอมองเห็นภาพได้ด้วยตา แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องความเครียด ที่นอกจากมองไม่เห็นแล้ว ยังอาจไม่รู้ตัวด้วยว่ามีอาการเครียดอยู่ด้วย และความเครียดที่ก่อเกิดขึ้นมานั้นยังสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบกระดูกและ กล้ามเนื้อได้อีกด้วย

ความเครียดและภาวะอารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความ เครียดเป็นภาวะทางจิตใจ ที่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย เป็นผลมาจากการตอบสนองของคนกับสิ่งที่อยู่รอบข้าง ที่บอกว่าเป็นภาวะจิตใจเพราะหากมีงานหนัก ที่หนักทางกาย เช่น ต้องแบกของหนัก หรือทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่มีความสนุกสนานกับการทำงานนั้นๆ ก็จะมีอาการตอบสนองในรูปแบบของความเมื่อยล้าเท่านั้น แต่ถ้างานนั้นถูกกำหนดว่าต้องให้เสร็จ มีสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด เช่น ถูกตรวจสอบ ลูกป่วย หรือทะเลาะกับแฟนแม้งานที่ทำนั้นจะเบาทางกาย แต่ความเครียดที่เกิดขึ้นที่จิตใจ สามารถส่งผลต่อร่างกายทำให้ปวด เมื่อยและล้าง่ายกว่าที่ควรจะเป็น

ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงที่เกิด ขึ้นกับผู้เขียนเอง ขณะนั้นสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก แต่ถูกเชิญให้เป็นวิทยากร หรือต้องนำเสนอผลงานในงานประชุมวิชาการต่างๆ ผู้เขียนจะรู้สึกตื่นเต้นมาก พูดแค่ครึ่งชั่วโมง ต้องเตรียมตัวเป็นวัน และรู้สึกว่าตัวเมื่อยล้าไปหมด พอพูดเสร็จกลับถึงบ้านรู้สึกล้ามาก ต้องพัก และหลับไปเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้อดหลับอดนอนแต่อย่างใด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้มักเป็นทุกครั้งที่มีความเครียด แต่ปัจจุบันนี้ อาการลดลงไปมาก อันเนื่องจากมีประสบการณ์และความเคยชินมากขึ้นความเครียดจึงลดลงไป

อย่าง ไรก็ตาม หากปรับตัวไม่ได้ก็เชื่อว่าอาการเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นทางกายคงไม่หายไปแน่ๆ และคงจะพัฒนาไปมากกว่านั้น ซึ่งผู้เขียนมีประสบการณ์จากผู้ป่วย โดยผู้ป่วยรายนี้มาหาด้วยอาการปวดตึงคอ ปวดศีรษะ และกระบอกตา โดยมีอาการบ่อยมาก จากการตรวจร่างกายพบกล้ามเนื้อต้นคอตึงตัวมาก ซึ่งคาดเดาได้ว่าอาการปวดศีรษะและกระบอกตาน่าจะมีผลมาจากกล้ามเนื้อต้นคอที่ ตึงไปรัดเส้นประสาทและหลอดเลือด แต่เหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงคออาจมาจากการทำงานหรือท่าทางการทำงาน

จาก การซักประวัติพบข้อมูลที่น่าตกใจอย่างหนึ่งคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกือบทุกครั้งเมื่อเห็นโต๊ะทำงานของ ผู้ป่วยและเมื่อผู้ป่วยถูกถามว่า ถ้าพูดถึงงานโดยไม่เห็นโต๊ะทำงานจะมีอาการปวดไหม ผู้ป่วยตอบว่าก็มีอาการเช่นเดียวกัน

ผู้ป่วยรายนี้มีอาชีพซ่อม อุปกรณ์สื่อสาร ทุกวันจะมีลูกค้ามาคอยเร่งงาน ทำให้เกิดอาการเครียด มีอาการปวดศีรษะ และเมื่อนานวันเข้าแม้แต่เห็นโต๊ะหรือพูดคุยถึงเรื่องงาน ก็จะมีอาการปวดศีรษะขึ้นได้ จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยรายนี้มีอาการที่พัฒนาไปมาก

ผู้ป่วยลักษณะนี้หากไปพบแพทย์ นักกายภาพบำบัด หรือผู้ที่ทำการรักษา ผู้ป่วยอาจจะถูกมองว่ามีปัญหาทางจิต ทำให้ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้ป่วยพูด

หากพิจารณาจริงๆ แล้วพบว่าความเครียดเป็นผลของจิตใจที่ตอบสนองต่อร่างกายหรือจิตใจ ต่อสิ่งแวดล้อม ดังเช่นผู้ป่วยที่ซ่อมอุปกรณ์ ในเบื้องต้นการซ่อมและการที่มีคนมาคอยเร่งมีผลต่อร่างกายที่ต้องทำงานหนัก มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีผลต่อจิตใจที่คอยวิตกกังวลว่าจะทำงานให้เสร็จทันหรือไม่ ทำให้เกิดความเครียดขึ้น ซึ่งมีผลย้อนไปสู่การทำงานของร่างกายมากขึ้น จึงปวดเมื่อยมากขึ้น จิตใจจึงมีการเรียนรู้ว่าหากต้องทำงานก็จะปวดเมื่อย และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็มีการเรียนรู้ต่อไปว่า เมื่อเห็นโต๊ะก็ต้องทำงาน ทำให้ทุกครั้งที่เห็นโต๊ะก็มีอาการทางกายเกิดขึ้น

ภาวะอารมณ์กับความเครียด

ความ เครียดไม่ใช่ภาวะอารมณ์ แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นจากภาวะอารมณ์อีกทีหนึ่ง ภาวะอารมณ์ต่างๆ ที่เรามีอยู่สามารถเปลี่ยนเป็นความเครียดได้ทั้งนั้น เรามาลองดูภาวะอารมณ์ต่างๆ เป็นตัวอย่าง ว่ามีอะไรบ้าง

o ความโกรธ เช่น พ่อแม่โมโหลูก โกรธลูกที่ทำผิด คนที่เป็นพ่อแม่ก็อาจรู้สึกปวดเมื่อยได้เมื่อมีอาการโกรธมากๆl ความวิตกกังวล หากวิตกกังวลมากๆ ก็จะคิดวนไปวนมา เกิดความเครียดกล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้นเช่นกัน

o ความอยาก เมื่ออยากมากๆ ก็เกิดความเครียดที่อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นของของเรา

o ความผิดหวัง เสียใจ เช่นเวลาอกหักก็มักจะเศร้าสร้อย ร่างกายและกล้ามเนื้อจะเปลี้ยถดถอยลง

o ความกลัว เมื่อรู้สึกกลัว เช่น กลัวผี กลัวความมืด กลัวคนปองร้าย ก็จะส่งผลต่อความเครียด กล้ามเนื้อก็เกร็งตัว

จะ เห็นได้ว่าภาวะที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลต่อความเครียดและการตอบสนองทางร่างกาย ได้ แต่การตอบสนองอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ภาวะอารมณ์ เช่น ความโกรธ ร่างกายจะตึง แน่น แต่ความผิดหวังร่างกายจะห่อเหี่ยว ซึ่งที่อธิบายมานี้ผู้เขียนสังเกตจากตัวเองและคนรอบข้าง ไม่ได้อ้างอิงจากตำราใดๆ

นอกจากนี้ ยังมีภาวะอารมณ์อื่นๆ อีก เช่น ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ความหลง ความรู้สึกผิด ความหยิ่งทะนงตัว ความรู้สึกบังคับควบคุม ภาวะอารมณ์เหล่านี้ จะสังเกตได้ยากว่ามีผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งนี้ให้ลองพิจารณาและหมั่นสังเกตดูว่าภาวะอารมณ์ของเราเป็นอย่างไรและ ร่างกายของเราตอบสนองต่อภาวะอารมณ์นั้นอย่างไร เพราะทุกครั้งที่ร่างกายตอบสนองก็ถือว่ามีการทำงานของร่างกายเกิดขึ้น เช่นเมื่อวิตกกังวล 1 ครั้ง กล้ามเนื้อบ่าไหล่ก็จะตึงตัวขึ้น 1 ครั้ง

ดัง นั้นหากวิตกกังวลบ่อยๆ หรือคิดวนไปวนมาตลอดเวลา ก็เท่ากับว่ากล้ามเนื้อบ่าและไหล่ของเราทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถทำให้เกิดปัญหาของกล้ามเนื้อบ่าได้ในลักษณะเดียวกับผู้ที่ทำงาน ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อบ่าและไหล่ทั้งวันเช่นกัน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าหลายๆ คนที่มีอาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อแล้วมารับการรักษาหรือการปรับ เปลี่ยนการทำงานให้เหมาะสมแล้ว ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ทั้งหมด เพราะตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดปัญหานั้นมีมากมาย เมื่อรักษาแล้วกลับไปเผชิญกับสิ่งที่กระตุ้นเดิมๆ ทำให้เจ็บป่วยกลับมาอีก และหากว่าตัวกระตุ้นนั้นเป็นความเครียดที่เกิดจากภาวะทางอารมณ์ ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะให้ผู้อื่นรักษาให้

การขจัดความเครียด

หลายๆ คนอาจได้ยินผู้ที่รักษาว่า โรคนี้เกิดจากความเครียด เพราะฉะนั้นอย่าเครียด คำพูดว่าอย่าเครียดเป็นคำพูดที่ง่าย แต่ทำยาก
ผู้ เขียนเองไม่มีความเชี่ยวชาญทางนี้เช่นกัน ไม่สามารถให้วิธีการที่ดีได้ หากต้องการวิธีที่ดีที่ถูกต้องคงต้องปรึกษาจิตแพทย์ หรือพระที่สอนทางสมาธิวิปัสสนา แต่วิธีที่ผู้เขียนใช้อยู่และอาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยคือ ตัดสิ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้มากที่สุด ทั้งภาระงานที่หนักเกินไป และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ทำจิตใจให้แจ่มใสและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตลอดจนหมั่นสังเกตภาวะอารมณ์ของตนเอง เช่น เมื่อรู้ว่ามีอารมณ์โกรธ ก็ระงับด้วยการดูภาวะอารมณ์นั้นเฉยๆ ถอยออกมาเป็นผู้ดูภาวะอารมณ์ ไม่ใช่ผู้ที่อยู่กับอารมณ์ ดังเช่นคนที่โกรธแล้ว ให้ระงับด้วยการนับ 1 ถึง 10เพราะเราอาจนับ 1 ถึง 10 โดยที่ยังกัดฟันโกรธอยู่ ยิ่งนับก็ยิ่งโกรธ แต่ถ้าถอยออกมาเป็นผู้ดู ก็จะมีความรู้สึกอีกแบบคือ อ้อ นี่หรือคือตัวโกรธ มันพุ่งพล่านอย่างนี้เอง เมื่อเรารู้จักอารมณ์ เราก็จะสามารถระงับมันได้ ด้วยการรู้เท่าทันอารมณ์ ดูอารมณ์นั้นเฉยๆ อย่างสบายๆ

หากผู้ใด รู้สึกว่ายังยากอยู่ ให้ใช้วิธีนี้คือ ลองสังเกตกล้ามเนื้อบ่าและไหล่ของเราดู ถ้าเมื่อไรกล้ามเนื้อบ่าและไหล่ยกแสดงว่าเราเครียดอยู่ก็ให้ผ่อนคลายกล้าม เนื้อลง ให้สังเกตบ่อยๆ และระงับการยกไหล่นั้นบ่อยๆ ก็อาจจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย


ข้อมูลสื่อ
File Name :335-016
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม :335
เดือน-ปี :03/2550
คอลัมน์ :คนกับงาน
นักเขียนหมอชาวบ้าน :ดร.คีรินท์ เมฆโหรา

อ้างอิงจากลิงค์ http://www.doctor.or.th/node/4077

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังมื้ออาหาร

1. ห้ามสูบบุหรี่ มีผลการทดสอบที่พิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า
การสูบบุหรี่หลังรับประทานอาหาร เทียบเท่ากับ การสูบบุหรี่ถึง 10 ม้วน
(โอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่า)

2. ห้ามทานผลไม้ทันที การทานผลไม้ทันทีหลังอาหาร
จะทำให้เกิดลมในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นควร ทานผลไม้หลังทานอาหารไปแล้ว 1-2
ชั่วโมงหรือก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

3. ห้ามดื่มชา เพราะมีผลทำให้การย่อยสารโปรตีนในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเป็นไปยากขึ้น

4. ห้ามคลายเข็มขัด เพราะการคลายเข็มขัดหลังมื้ออาหาร จะทำให้ลำไส้บิดตัวและอุดตันได้

5. ห้ามอาบน้ำ การอาบน้ำจะเพิ่มแรงดันเลือดไปสู่มือ แขนขาและทั่วตัว
ดังนั้น จำนวนเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารจึงลดลง
ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารของกระเพาะเราแย่ลง

6. ห้ามเดินไปมา ผู้คนมักบอกเสมอว่า การเดิน 100 ก้าวหลังรับประทานอาหาร
จะทำให้อายุยืนถึง 99 ปี ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่เลย การเดินจะส่งผลให้
ระบบย่อยของเรา ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่เราทานเข้าสู่ร่างกายได้

7. ห้ามหลับทันที เพราะอาหารที่เราทานเข้าไป จะไม่สามารถย่อยได้เลย
ดังนั้นจะทำให้เกิดโรคเชื้อ และเกิดลมในกระเพาะและลำไส้ของเราได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://share.psu.ac.th/blog/healhty456/5690

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แนะนำอาหารล้างพิษ 20 ชนิด

1. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหารในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ทีจำเป็นแก่ร่างกายเช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลวหรือสารพิษส่วนเกิน ออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลวหรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูกทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

2. อัลมอนด์ เป็น ถั่วที่มีใยอาหารสูงมีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกายแม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออกไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่าไฮโปไกลซีเมีย ( Hypoglycemia ) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรงคิดอะไรไม่ออก

3. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูงเพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหารเช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมองนี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเปิ้ลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกายนอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสจากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหารซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็กและทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

4. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อย ๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า แกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบและมีหมูสับเต็มไปหมดซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้นนอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

5. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักแต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน ( Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตันทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิดและขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมี และโลหะหนักซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กินและมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

6. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งประกอบไปด้วยไพโรเคมีคอล (Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิดซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรคทำความสะอาดเลือดทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลืองอีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษที่ส่งเสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้นจึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้นซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรดและด่างในเลือดให้สมดุลด้วย้

7. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกายทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหารรักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆพืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีและกะหล่ำปมผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อมเช่น ของเสียจากควันบุหรี่ควันจากท่อไอเสียและช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

8. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่ง และถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรคเนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติซึ่งช่วยลดการระคายเคืองสารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

9. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกายนั่นคือการกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหารและฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะทำความสะอาดเลือด และทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิตนอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไปซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุตสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือดนอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อนสารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

11. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิและน้ำพริกสมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วยใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้างแกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือและคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อนมะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย

12. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta-carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาทสายตา ผิวหนังที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำและจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็งและช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

13. ขึ้นฉ่าย ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิตสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำหรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้าเพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็งและสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

14. พืชตระกูลถั่ว เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้าง พิษลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและลดอาการอักเสบสำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิมเพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูงซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปนหรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

17. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมองช่วยบำรุงความจำและมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น

18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูงน้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้งก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย

19. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือดช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจนอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

20. สาหร่าย เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกายในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกายก่อให้เกิดมะเร็งได้ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้นและสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วยนอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก


ขอขอบคุณข้อมูล จาก: http://www.teenpath.net/

15 วิธีแก้ "การเบื่อ" ก่อนปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังทำลายสุขภาพ

เริ่มต้นการทำงานกับเช้าวันจันทร์กันอีกแล้ว หลาย ๆ คนอาจยังไม่พร้อมสำหรับการลุกขึ้นสู้ในวันนี้ รวมถึงอาจมีอาการเบื่อหน่าย อยากนอนพักต่ออีกสักงีบ หรืออีกสักวัน แต่อย่าปล่อยให้ความเบื่อทำร้ายสุขภาพค่ะ เพราะมีการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญจาก University College London ระบุว่า การที่คนเราปล่อยให้ชีวิตน่าเบื่อหน่าย ไม่มีไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ นั้นจะดึงคุณให้หันไปหาพฤติกรรมที่ทำร้ายสุขภาพตัวเองได้ในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เสพยาเสพติด หรือมีปัญหาด้านพฤติกรรม - การเข้าสังคม ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้อาจทำให้คุณเสียชีวิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อยอีกด้วย

ที่น่าแปลกใจก็คือ ผลการวิเคราะห์แบบสอบถามที่ตอบโดยกลุ่มอาสาสมัครอายุระหว่าง 35 - 55 ปีจำนวน 7,000 คนในช่วงปี ค.ศ. 1985 - 1988 นั้นพบว่า กลุ่มผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีอาการเบื่อหน่ายในชีวิตสูงสุด

อย่างไรก็ดี มีแนวทางที่ช่วยลดอาการเบื่อลงได้ ซึ่งทางเว็บไซต์ zenhabits.net ได้รวบรวมเอาไว้ 15 ข้อดังนี้

1. หาความท้าทายใหม่ ๆ ให้ชีวิต หลายครั้งที่คนเราเกิดความรู้สึกเบื่อเป็นเพราะชีวิตไม่ได้พบกับความท้าทาย ใด ๆ เลย มีแต่งานรูทีนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คงจะดีหากคุณตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ให้กับของชีวิตให้ตัวเอง และพยายามพิชิตมันให้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อย ชีวิตคุณก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว

2. มองหางานใหม่ หากวิเคราะห์แล้วว่าสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อก็คืองานที่ทำ คุณอาจจำเป็นต้องคิดถึงการโยกย้ายเอาไว้บ้าง ซึ่งคำแนะนำของทางเว็บไซต์ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นใบลาออกทันที แต่ให้ลองทำลิสต์รายชื่อของบริษัทที่น่าสนใจ-งานที่คุณคิดว่าจะไม่ทำให้คุณ เบื่อ อัปเดตประวัติการทำงาน และลองส่งออกไปก่อนดีกว่าออกมาเดินเตะฝุ่นเล่น ๆ

3. ตั้งเป้าหมายของชีวิต และจดออกมาเป็นข้อ ๆ ถึงสิ่งที่คุณต้องการจะทำให้สำเร็จให้ได้ก่อนที่คุณจะจากโลกนี้ไป ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงานอย่างเดียว เป็นเรื่องของทัศนคติ มุมมอง หรือความต้องการใด ๆ ก็ได้ แต่หากเคยทำเอาไว้แล้ว ก็ลองหยิบมันขึ้นมาอ่านใหม่อีกสักครั้ง หรือเลือกเป้าหมายชีวิตสักข้อขึ้นมาทำให้สำเร็จในปีนี้

4. เคลียร์โต๊ะทำงาน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับชีวิต และได้ย้ายของที่ไม่จำเป็นออกไปเสียบ้าง หรืออาจใช้เวลานี้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ลองคิดหาวิธีที่จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยลง

5. หางานอดิเรกที่ชื่นชอบมาทำ เช่น หาเวลาว่างอ่านหนังสือ เขียนบล็อก เล่นเกม เพื่อหาอะไรใหม่ ๆ ให้กับชีวิต แต่อย่าให้เบียดบังเวลางานจนกระทั่งถูกเพ่งเล็งจากคนรอบข้าง ควรใช้เวลาว่างก่อนหรือหลังเลิกงานทำงานอดิเรกเหล่านี้จะดีกว่า

6. สมัครคอร์สเรียนพิเศษหาความรู้ให้ตัวเอง ไม่จำเป็นว่าต้องเรียนในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานเสมอไป อาจเป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มในวันเสาร์ - อาทิตย์ เรียนทำอาหาร เรียนศิลปะ เรียนคอมพิวเตอร์ หรืออะไรก็ได้ที่คุณสนใจ

7. ลาพักผ่อน เขียนใบลาพักร้อนสัก 1 - 2 วัน หนีความเบื่อหน่ายซ้ำซากในชีวิตก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้

8. เดินยืดเส้นยืดสาย

9. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

10. โทรศัพท์ - เขียนจดหมายหาคนที่คุณรัก

11. จัดการไฟล์บนคอมพิวเตอร์ให้เป็นระเบียบ

12. เช็คเมลให้หมด หลายคนมีเมลค้างอยู่นับสิบนับร้อยฉบับ ไม่มีเวลาเช็ค ช่วงที่เบื่อ ๆ การเข้าไปเช็คเมลให้หมด ก็อาจได้ข้อมูล - แนวคิดดี ๆ จากเมลเหล่านั้นติดกลับมือออกมาบ้าง

13. วางแผนการเงิน หรือเปลี่ยนวิธีใช้เงินของตัวเอง จากที่เคยใช้หมดไม่เคยเหลือเก็บ ก็ลองมองหารูปแบบการเก็บเงินเหมาะ ๆ ให้กับตัวเอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต ในการช่วยบริหารจัดการรายได้ที่มีให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นได้ด้วย (อย่างไรก็ดี ควรระวังการป้อนข้อมูลบางชนิดลงไปด้วย เช่น เลขบัตรเครดิต หมายเลขบัญชีธนาคาร ฯลฯ เพราะหากมีการรั่วไหลของข้อมูลแล้ว อาจกลายเป็นความสูญเสียทางการเงินได้)

14. อยู่ห่างจากคนหรือสถานการณ์ที่ทำให้เบื่อ แม้ว่าในชีวิตจริง คนเราจะไม่สามารถหลีกหนีคน-สถานการณ์ที่น่าเบื่อไปได้ แต่การไม่นำสิ่งเหล่านั้นมาคิดต่อก็เป็นการสร้างปราการขึึ้นในจิตใจและช่วย ให้คุณมีแรงใจในการทำงานมากขึ้น

15. เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่น เช่น ทำงานเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล หรือช่วยเลี้ยงเด็กอ่อน ช่วยสอนหนังสือเด็ก ๆ เป็นต้น

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์
เจ้าของบทความ : zenhabits.net

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สูตรสมุนไพรแก้โรคเก๊าท์ จากชาวบ้าน

สูตรสมุนไพรแก้โรคเก๊าท์ จากชาวบ้าน
ใครเป็นเอาไปลองดูนะคะ

ส่วนผสม
1.
กล้วยน้ำว้าสุก 1 กก.
2.
มะเฟืองสุกรสเปรี้ยว 1 กก.
3.
ลูกยอสุก 1 กก.
4.
น้ำผึ้ง 1 กก.
5.
น้ำสะอาด 1 กก. หรือ 1 ลิตร

วิธีการทำ
นำกล้วยสุกมาปอกเปลือก แล้วหั่นมะเฟืองสุกตามขวางเป็นชิ้นบาง ๆ และลูกยอสุก นำทั้งหมดใส่ลงไปในโหลดอง แล้วเอาน้ำผึ้ง และน้ำสะอาดใส่ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว ปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 เดือน

วิธีใช้
หลังจากหมักครบเดือนแล้ว นำมาดื่มโดยใช้น้ำเย็น1แก้ว ผสมกับน้ำสมุนไพร 1 ช้อนแกง (รสชาติจะเหมือนพวกเครื่องดื่มชูกำลัง) ดื่มทุกวัน ๆ ละแก้ว ไม่นานอาการโรคเก๊าท์จะทุเลาลง และผิวพรรณจะสดใส ดูเป็นหนุ่มขึ้นครับ

ที่มา : Forward Mail